Custom Search By Google

Custom Search

ฟีลิปปี 4:13
ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

Philippians 4:13
I can do all things in him that strengtheneth me.

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผ่อนหนักผ่อนเบา

ผ่อนหนักผ่อนเบา
วันที่ 12/5/2010

[รม.15:1 พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็ง ควรจะอดทนต่อความเชื่อของคนที่เคร่งในข้อหยุมๆหยิมๆและไม่ควรกระทำสิ่งใดตามความพอใจของตัวเอง]
ฉันรู้สึกเจ็บๆ คันๆ กับพระคัมภีร์ข้อนี้จริงเชียว ก็อาจารย์เปาโลแนะนำให้พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็งนั้น อดทนต่อความเชื่อของคนที่เคร่งในข้อหยุมๆ หยิมๆ แต่การณ์กลับเป็นว่า ฉันเป็นคนที่เคร่งในข้อหยุมๆ หยิมๆ ซะเอง และเจ้าความหยุมหยิมนี่แหละที่ทำให้ฉันหงุดหงิด และก็ไม่ได้หงุดหงิดกับใครด้วย แต่หงุดหงิดกับคุณแม่ที่บ้าน อ้าว! บาปซ้ำบาปซ้อน น่าละอายจริงๆ

คุณแม่จะเป็นคนที่เฉยๆ ยังไงก็ได้ แต่ฉันจะตรงกันข้าม คือ ใจเร็วใจร้อน คาดหวังให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ซึ่งบางครั้งก็บ้าบอคอแตกในความคิดของคนอื่น เช่นว่า แยกช้อนกับซ้อมไว้ถาดใครถาดมัน และเวลาหยิบใช้ก็ต้องเป็นช้อนส้อมคู่เดียวกัน, แยกฟองน้ำล้างแก้ว กับฟองน้ำล้างจาน, แยกจานชามตามชุดของมัน ฯลฯ

และแล้วฉันก็บ่นนะสิ เมื่อเห็นว่าข้าวของต่างๆ อยู่กันคนละทิศละทาง ฉันก็บ่นๆๆ นานวันเข้าฉันก็เหนื่อยเอง ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะทำให้ตัวเองรำคาญและแม่รำคาญอีก จนกระทั่งสำนึกได้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนใครหรือสถานการณ์ใดได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนจากตัวเองก่อน ทุกสิ่งต้องเริ่มจากตัวเราเอง ส่วนเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมก็อย่าได้แคร์สื่อ เอ้ย! อย่าได้ใส่ใจให้มากนัก เพราะมันไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องเอาชนะกันเสียเมื่อไร

การบ่นเป็นความบาปอย่างหนึ่ง เป็นความเห็นแก่ตัวที่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจของเรา และประการสำคัญคือ ถ้าฉันนำสิ่งหยุมหยิมเข้ามาในใจ ก็จะปิดกั้นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ฉันจะได้รับจากพระเจ้า คิดได้ดังนี้แล้ว จากคำบ่นที่พ่นไปในอากาศก็เปลี่ยนเป็นคำอธิษฐานที่ล่องลอยสู่เบื้องบน แต่ก่อนอื่นฉันก็ระบายความในใจก่อนคะ ระบายแล้วก็จบเลยนะคะ จากนั้นก็ขอกลับใจเริ่มต้นใหม่ เป็นคนใหม่นิสัยใหม่ตามชอบพระทัยพระเจ้า

เป็นอันประหลาด แต่ก็ไม่ประหลาดหรอกคะ เป็นกฎเกณฑ์ที่เราทราบกันอยู่ เมื่อเราเปลี่ยนวิถีคิด วิธีแห่งความสุขใจก็เกิดขึ้น จานชามบนโต๊ะอาหารสารพัดลายก็เป็นศิลปะอีกแบบหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร ช้อนส้อมคนละคู่ที่ยาวสั้นไม่เท่ากันหรือหนักเบาไม่เท่ากัน ก็ฝึกเราในการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างง่ายๆ ขอบคุณพระเจ้าที่มีอาหารรับประทาน มีจานชามช้อนส้อม ว้าว! มีอะไรตั้งเยอะแยะให้ขอบคุณพระเจ้า

แต่ยิ่งกว่านั้นอีก คือ ต่อมาคุณแม่เริ่มเปลี่ยนคะ (ฮา) แม่เริ่มยอมรับแนวคิดบ้าบอคอแตกของฉัน เพราะเวลาใครมาบ้านก็ชมแม่ว่าจานชามสวย บ้านช่องเป็นระเบียบ คุณแม่จึงเป็นปลื้มคะ ตอนนี้เธอจึงกลายเป็นผู้ที่จะแยกสิ่งของเครื่องใช้อย่างเป็นระเบียบซะเอง

ฉันได้เรียนรู้ว่า
ต้องผ่อนหนักผ่อนเบากับผู้อื่น!
ต้องผ่อนหนักผ่อนเบากับตนเอง!
แต่ต้องจริงจังกับทางของพระเจ้า!

[คส.3:13 จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน]

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

รีทรีตกับทีมอัมพวา

วันที่ 7/3/2011

เมื่อวันที่ 26/2/2011 ที่ผ่านมา ทีมงานคริสตจักรลูกนิมิตใหม่อัมพวา (จ.สมุทรสงคราม) นำโดยพี่อ้อย-จันจิรา ได้จัดให้มีรีทรีตสำหรับทีมอัมพวาขึ้น โดยใช้สถานที่เป็นบ้านใหม่ริมน้ำของพี่กุ้งพี่ยี่ คู่สามีภรรยาผู้มีน้ำใจกว้างขวาง

ทีมงานอัมพวาและทีมงานผู้ทรงเกียรติในวันดังกล่าว ประกอบไปด้วย พี่อ้อย พี่เว้ง น้องไหม น้องแพร พี่ตุ้ม พี่โอ น้องเบลสซิ่ง ดร.สมนึก อ.เดวิด-อ.แพม พี่แอ๊ด พี่ปรีดา พี่วี น้องสังวรณ์ น้องแป้งร่ำ (Church of Joy) และ คุณ Brett-Susie มิชชันนารีจากทีม Life Point

รถตู้ออกจากคริสตจักรแต่เช้าโดยมีพลขับพี่วีนำพาทีมงานไปถึงอัมพวา บริเวณตลาดน้ำ ครูปรีดา ครูแอ๊ด ครูแป้งร่ำ รับหน้าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนประมาณ 30 คน จากนั้นจึงใช้เวลาเพื่อความอิ่มหนำและฮากระจายกันบริเวณตลาดน้ำอัมพวา

ช่วงบ่าย ทีมงานคริสตจักรลูกนิมิตใหม่ บางใหญ่ ได้แก่ พี่ตุ๊กตา อ.เอ็มม่า และฉัน ก็ไปร่วมสมทบด้วย ส่วนครอบครัวพี่อ้อยพี่เว้งก็เดินทางตามมาสมทบในภายหลัง ตามติดมาด้วยน้องสังวรณ์ เราเริ่มรายการในเวลาประมาณ 17.00 น.

Come, now is the time to worship (1)

นำนมัสการโดยพี่โอ พร้อมมือกีตาร์ คือพี่ตุ๊กตา

ทีมงานได้รับเกียรติจากอาจารย์ก้องภพ ภู่จันทร์ ศบ.คริสตจักรใจสมานสมุทรสงคราม มาแบ่งปันฟื้นฟู

คริสตจักรใจสมาน สมุทรสงคราม เป็นคริสตจักรแห่งเดียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ในขณะที่จังหวัดเล็กๆ 3 อำเภอแห่งนี้มีวัดกว่า 200แห่ง ดังนั้น การต่อสู้ในย่านฟ้าอากาศจึงมีค่อนข้างหนัก แต่อาจารย์ก้องภพก็หนุนใจว่า ทีมอัมพวาจะทำงานของพระคริสต์ได้สำเร็จอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการอธิษฐานและนมัสการเชิงลึกที่สัมผัสพระทัยพระบิดา เช่นเดียวกับทีมบางใหญ่ที่จะทำงานอย่างสำเร็จด้วย

พระธรรม มก.4:35-41 พระเยซูทรงห้ามพายุ

35เย็นวันนั้น พระองค์ได้ตรัสแก่เหล่าสาวกทั้งหลายว่า "ให้พวกเราข้ามไปฝั่งฟากข้างโน้นเถิด" 36เมื่อลาประชาชนแล้ว เขาจึงเชิญพระองค์เสด็จไปในเรือที่พระองค์ประทับอยู่นั้น และมีเรืออื่นหลายลำไปด้วย 37และพายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น และคลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนเรือจวนจะเต็มอยู่แล้ว 38ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า "อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ" 39พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลม และตรัสแก่ทะเลว่า "จงสงบเงียบซิ" แล้วลมก็หยุด คลื่นก็สงบเงียบทั่วไป 40พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ" 41ฝ่ายเขาก็เกรงกลัวนักหนา และพูดกันและกันว่า "ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน"


บทเรียนที่ได้รับ-
- เราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นใคร “เราเป็นผู้เชื่อ เราเป็นบุตรของพระเจ้า”
- พระเจ้าจะได้รับเกียรติผ่านฤทธิ์เดชของพระองค์ที่อยู่ในตัวเรา เราจึงไม่ควรวิตกมากเกินไป เพราะสิ่งนี้จะเหนี่ยวรั้งการจำเริญเติบโตของเราในพระเ ทำให้เราไม่เกิดผล ไม่เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
- การวิตกกังวลเกินเหตุเป็นสิ่งที่ไร้ค่า
- ความวิตกกังวล ต้องไม่มากเกินไปจนขาดความเชื่อไว้วางใจ
- ถ้าเราทำอะไรไม่ได้เลย ก็อย่าวิตกกังวลมากเกินไป
- เพชรแท้ต้องไม่กลัวการเจียระไน คริสเตียนแท้ต้องไม่กลัวการทดสอบ
- พระเยซูทรงประทับอยู่กับสาวกของพระองค์ พระเยซูทรงประทับอยู่กับเรา แล้วเราจะกลัวอะไร
- ความเชื่อของเราอยู่ในพระเจ้า แม้เรือจวนจะจม เราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าลมพายุจะแรงแค่ไหน จะพัดมาจากทิศทางใดก็ตาม เราก็สามารถผ่านไปได้อย่างสบายๆ เสมอ

อาจารย์ก้องภพเกิดมาในครอบครัวมุสลิม กระทั่งวันหนึ่งในช่วงยุคฟองสบู่แตก เกิดหนี้สิน NPL จนหมดตัว ไม่สามารถพึ่งใครได้ แต่ได้รับความรักและกำลังใจจากพี่น้องคริสเตียน และพบว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นพระคัมภีร์อัศจรรย์ที่มีฤทธิ์เดช อาจารย์ก้องภพจึงถวายใจให้พระเยซู และรับใช้พระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การรับใช้ของอาจารย์ก้องภพนั้นมีทั้งการทดลองและการทดสอบ แต่อาจารย์ก้องภพก็ผ่านมาได้เสมอโดยพระหัตถ์ขวาอันมีชัยของพระเจ้า

พระธรรมอพยพ 17:10-13 ประทับใจฉันเป็นพิเศษมาเนิ่นนาน ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงตั้งฉันให้เป็นผู้สนับสนุนผู้รับใช้ของพระองค์ [10โยชูวาก็ทำตามคำสั่งของโมเสส ออกสู้รบกับพวกอามาเลข ส่วนโมเสส อาโรน และเฮอร์ ก็ขึ้นไปบนยอดภูเขานั้น 11โมเสสยกมือขึ้นเมื่อไร อิสราเอลก็ได้เปรียบเมื่อนั้น ท่านลดมือลงเมื่อไร พวกอามาเลขก็เป็นต่อเมื่อนั้น 12แต่มือของโมเสสเมื่อยล้า เขาทั้งสองก็นำก้อนหินมาวางไว้ให้โมเสสท่านนั่ง อาโรนกับเฮอร์ก็ช่วยยกมือท่านขึ้นคนละข้าง มือของท่านก็ชูอยู่จนตะวันตกดิน 13ฝ่ายโยชูวาปราบอามาเลขกับประชาชนของเขาพ่ายแพ้ไปด้วยคมดาบ] ฉันจึงขอเป็นอาโรนที่ปฏิบัติงานพร้อมกับเฮอร์ในการช่วยยกมือโมเสสขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อขอทรงประทานชัยชนะให้กับคริสตจักรของพระองค์ ให้ผู้รับใช้และคริสตจักรของพระองค์มีชัยในทุกสงคราม ซึ่งอาโรนก็มิเพียงอธิษฐานเท่านั้น เขายังรับใช้พระเจ้าด้วยการสนับสนุนโมเสสในหลายๆ ด้าน ส่วนที่เด่นมากเลยก็คือการพูดนี่แหละ พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาโรนให้กับโมเสส เพราะโมเสสพูดไม่เก่ง อาโรนจึงมาเติมเต็มในส่วนที่โมเสสขาดอยู่ [อพย.4:14-16]

14ฝ่ายพระเจ้ากริ้วโมเสส จึงตรัสว่า "เจ้ามีพี่ชายคืออาโรนคนเลวีไม่ใช่หรือ เรารู้แล้วว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง บัดนี้เขากำลังเดินทางมาพบเจ้า เมื่อเขาเห็นเจ้าเขาจะดีใจ 15เจ้าจงพูดกับเขา และบอกให้เขาพูด แล้วเราจะอยู่ที่ปากของเจ้า และปากของเขา และจะสั่งสอนเจ้าทั้งสองให้รู้ว่า ควรทำประการใด 16เขาจะเป็นผู้พูดแก่ประชากรแทนเจ้า เขาจะเป็นปากแทนเจ้า และเจ้าจะเป็นดังพระเจ้าแก่เขา

ผู้รับใช้พระเจ้าที่รัก! หากพระองค์ทรงเรียกคุณให้เป็นผู้นำแล้ว คุณก็ได้รับการเจิมตั้งเป็นพิเศษจากเบื้องบน คุณจึงไม่ต้องกลัวสิ่งใด เมื่อคุณดำเนินชีวิตแห่งการเชื่อฟังต่อพระพักตร์พระเจ้า องค์เยโฮวายิเรห์จะทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นให้กับคุณ โดยเฉพาะทีมงานผู้ร่วมรับใช้พระเจ้า พระเจ้าจะไม่ให้คุณขาดคนงานเลย ดังกรณีของโมเสสที่พูดไม่เก่ง พระเจ้าประทานอาโรนที่พูดเก่งให้กับเขา โมเสสจึงเพียงพูดกับพระเจ้าและพูดกับอาโรนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน มีส่วนใดที่ผู้รับใช้พระเจ้าทำไม่ได้หรือไม่ถนัดบ้างละ พระเจ้าจะส่งอาโรนเข้ามาในชีวิตของคุณ! [อพย.4:27-31]
27พระเจ้าตรัสกับอาโรนว่า "จงไปพบกับโมเสสในถิ่นทุรกันดาร" เขาก็ไปพบกับท่านที่ภูเขาของพระเจ้าและสวมกอดท่าน 28โมเสสจึงเล่าให้อาโรนฟังถึงพระดำรัส ซึ่งพระเจ้าตรัสเมื่อทรงใช้ตน และถึงหมายสำคัญทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงกำชับให้กระทำ 29โมเสสกับอาโรนเรียกประชุมบรรดาผู้ใหญ่ของชนชาติอิสราเอลพร้อมกัน 30แล้วอาโรนจึงกล่าวถึงพระดำรัสทั้งหมดซึ่งพระเจ้าตรัสแก่โมเสส และทำหมายสำคัญต่างๆ นั้นต่อหน้าประชาชน 31ฝ่ายประชาชน เมื่อได้ยินว่าพระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติอิสราเอล และทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของเขาแล้ว ก็เชื่อ เขากราบลงนมัสการ


หลังจากแบ่งปันพระคำแล้ว เราได้ร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อพันธกิจของคริสตจักรลูกอัมพวาและบางใหญ่ ขอพระเจ้าทรงโปรดเพิ่มเติมภาระใจให้กับพี่น้องในคริสตจักรนิมิตใหม่ให้เข้ามามีส่วนรับใช้กับทีมอัมพวาและบางใหญ่ รวม ถึงคริสตจักรลูกแห่งอื่นๆ ตามการทรงเรียกของแต่ละคน บางคราคุณอาจเป็นโมเสส แต่บางคราคุณอาจจะเป็นอาโรนก็เป็นได้ มาร่วมกันรับใช้นะคะ! เพราะเราเชื่อว่านิมิตที่ตั้งหวังไว้นั้นจะสำเร็จ

จากนั้นเราอธิษฐานเป็นพิเศษสำหรับผู้นำหลักของอัมพวาและบางใหญ่ คือ พี่อ้อยและพี่ตุ๊กตา สองพี่น้องกอดคอกันกลม น้ำตาแห่งความเปรมปรีดิ์หยาดริน

เราเดินทางไปรับประทานอาหารแสนอร่อยริมน้ำ และกลับมานมัสการต่อในภาคกลางคืน โดย ดร.สมนึก Brett-Susie ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ก่อน

Come, now is the time to worship (2)

คุณโตน ผู้รับใช้เคียงข้างอาจารย์ก้องภพ เป็นผู้นำนมัสการพร้อมเล่นกีตาร์ การเจิมเทลงมาอย่างมาก การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นไปอย่างซาบซึ้ง ทุกเสียงเพลง ทุกคำอธิษฐาน ทุกคำแบ่งปัน ทุกคำหนุนใจ นำมาซึ่งความชื่นบานยอดยิ่งในฝ่ายวิญญาณ

พระธรรมกิจการ 12:1-17 ทรงช่วยเปรโตให้พ้นจากคุก
1คราวนั้นกษัตริย์เฮโรดได้เหยียดพระหัตถ์ออกทำร้ายบางคนในคริสตจักร 2ท่านได้ฆ่ายากอบพี่ชายของยอห์นด้วยดาบ 3เมื่อท่านเห็นว่าการนั้นเป็นที่ชอบใจพวกยิว ท่านก็จับเปโตรด้วย นี่เป็นระหว่างเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ 4เมื่อจับเปโตรแล้ว จึงให้จำคุก ให้ทหารสี่หมู่ๆละสี่คนคุมไว้ ตั้งใจว่า เมื่อสิ้นเทศกาลปัสกา แล้วจะพาออกมาให้แก่คนทั้งหลาย 5เพราะฉะนั้นเปโตรจึงถูกจำไว้ในคุก แต่ว่าคริสตจักรได้อธิษฐานพระเจ้าเพื่อเปโตรด้วยใจร้อนรน 6ในคืนวันนั้นเอง ครั้นเฮโรดจะพาเปโตรออกมา เปโตรนอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน มีโซ่สองเส้นล่ามไว้ และคนยามเฝ้าอยู่หน้าประตูคุก 7ดูเถิด มีทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏ และมีแสงสว่างส่องเข้ามาในห้องจำ ทูตองค์นั้นจึงกระตุ้นเปโตรที่สีข้างให้ตื่นขึ้นแล้วว่า "ลุกขึ้นเร็วๆ" โซ่นั้นก็หลุดตกจากมือของเปโตร 8ทูตนั้นจึงสั่งเปโตรว่า "จงคาดเอวและสวมรองเท้า" เปโตรก็ทำตาม ทูตจึงสั่งว่า "จงสวมเสื้อและตามเรามาเถิด" 9เปโตรจึงตามออกไป และไม่รู้ว่าการซึ่งทูตทำนั้นเป็นความจริง คิดว่าได้เห็นนิมิต 10เมื่อออกไปพ้นทหารยามชั้นที่หนึ่งและที่สองแล้ว ก็มาถึงประตูเหล็กที่จะเข้าไปในเมือง ประตูนั้นก็เปิดเองให้ท่านทั้งสอง ท่านจึงออกไปเดินตามถนนแห่งหนึ่ง และในทันใดนั้นทูตสวรรค์ก็ได้อันตรธานไปจากเปโตร 11ครั้นเปโตรรู้สึกตัวแล้วจึงว่า "เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ารู้แน่ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงใช้ทูตของพระองค์มาช่วยข้าพเจ้า ให้พ้นจากอำนาจของเฮโรด และพ้นจากการมุ่งร้ายของพวกยิว" 12เมื่อเปโตรคิดอย่างนั้นแล้ว ก็มาถึงตึกของมารีย์ มารดาของยอห์นผู้มีชื่ออีกว่ามาระโก ที่นั่นมีหลายคนได้ประชุมอธิษฐานกันอยู่ 13พอเปโตรเคาะประตูเล็กในประตูบ้าน มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อโรดามาฟังดู 14เมื่อจำได้ว่าเป็นเสียงของเปโตร เพราะความชื่นชมยินดีก็ยังไม่เปิดประตู แต่วิ่งเข้าไปบอกว่าเปโตรยืนอยู่หน้าประตู 15คนเหล่านั้นจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าเป็นบ้า" แต่หญิงคนนั้นยืนคำว่าเป็นอย่างนั้นจริง เขาทั้งหลายจึงว่า "เป็นเทวทูตประจำตัวเปโตร" 16ฝ่ายเปโตรยังยืนเคาะประตูอยู่ เมื่อเขาเปิดประตูเห็นท่าน ก็อัศจรรย์ใจ 17แต่เปโตรโบกมือให้เขานิ่ง และเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงพาท่านออกจากคุกอย่างไร แล้วท่านสั่งว่า "จงไปบอกเรื่องนี้แก่ยากอบกับพวกพี่น้องให้ทราบ" เปโตรจึงออกไปเสียที่อื่น


ฤทธิ์อำนาจที่พบในพระธรรมตอนนี้

1.เราพบฤทธิ์อำนาจของมารซานตาน (V. 1-5) มันใช้กษัตริย์เฮโรดเป็นเครื่องมือในการฆ่าล้างทำลายคริสเตียนในเวลานั้น มารใช้อำนาจมืดครอบงำเฮโรด เป็น Anti Christ
•คราวใดก็ตามที่พระกิตติคุณได้เผยแพร่ไป คราวนั้นมารซานตานจะข่มเหงคริสเตียนมาเป็นพิเศษ
•คราวใดที่คริสตจักรทำงานอย่างเกิดผลมากขึ้น คราวนั้นมารจะใช้ใครบางคนมาขัดขวางงานของพระเจ้า
•คราวใดที่คริสตจักรเริ่มเติบโต คราวนั้นมารจะใช้วิธีการทำลายความเชื่อของพี่น้อง
พี่น้องที่รัก เราขอบคุณพระเจ้าเพราะเราพบว่า ฤทธิ์อำนาจของมารซาตานมีขีดจำกัด

2.เราพบฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐาน คริสตจักรจะมีสิทธิอำนาจมาก เมื่อสมาชิกถวายชีวิตเพื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า ผู้เชื่ออุทิศชีวิตเพื่อการอธิษฐาน…คริสตจักรต้องพาทุกอย่าง พาทุกคนมาหาพระที่นั่งแห่งพระคุณของพระเจ้า [ยก.5:16…คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล]

3.เราพบฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (V.7-11)
เราเห็นภาพของการร่วมใจกันอธิษฐานของพี่น้องในพระคริสต์ แต่เมื่อเปโตรออกจากคุกมาได้จริงๆ เขากลับประหลาดใจ (V.16) ภาพนี้เตือนใจเราให้อธิษฐานด้วยความเชื่อเสมอ!

เบื้องหลังฤทธิ์อำนาจแห่งการอธิษฐาน -> นำเราไปพบฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

สดด.133 ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
1ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด 2เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน 3เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์

อฟ.3:20 พระเจ้าทรงสามารถตอบคำอธิษฐานของเราได้มากกว่าที่เราทูลขอหรือหยั่งคิดได้
ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา

ยรม.33:3 พระเจ้าตรัสว่า “จงทูลเรา แล้วเราจะตอบเจ้า”
จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า

มธ.6:8 บางครั้งพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา ก่อนที่เราจะอธิษฐานด้วยซ้ำไป
อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว

สิ้นสุดการแบ่งปันพระคำแล้ว เราร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อเรื่องต่างๆ และชาวนิมิตใหม่ร่วมใจอธิษฐานเผื่ออาจารย์ก้องภพและคริสตจักรใจสมาน สมุทรสงคราม และเสร็จสิ้นรายการในเวลาประมาณ 23.30 น. ทีมงานคริสจักรลูกบางใหญ่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ทีมงานอัมพวาส่วนหนึ่งพักค้างคืนที่อัมพวา

วันอาทิตย์ที่ 27/3/2011
ทีมงานอัมพวาใช้เวลายามเช้าเฝ้าเดี่ยวส่วนตัว และพักผ่อน สัมผัสไอหมอก สายน้ำเย็น ชมความงามตามธรรมชาติ ดูเรือแจวและชาวบ้านที่ตกปลา เมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้ว จึงนมัสการร่วมกัน โดยพี่โอเป็นผู้นำนมัสการ และพี่ตุ้มแบ่งปันพระคำ
และแล้ว ทีมงานก็ดีใจมากมายที่เจ้าบ้านฝ่ายชาย พี่ยี่มาร่วมนมัสการกับทีมงานด้วย ทีมงานจึงได้อธิษฐานเผื่อพี่ยี่เป็นพิเศษ
ทีมงานเดินทางกลับมาด้วยพระพรและความเบิกบานใจ ถึงคริสตจักรนิมิตใหม่เวลาประมาณ 13.30 น.

"เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า"[ยน.11:40]

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

เปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ



บุตรชายของเราเอ๋ย ถ้าเจ้ารับคำของเรา และสะสมคำบัญชาของเราไว้กับเจ้า กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา และเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ เออ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ ถ้าเจ้าแสวงปัญญาดุจหาเงิน และเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ ที่ซ่อนไว้ นั่นแหละ เจ้าจะเข้าใจความยำเกรงพระเจ้า และพบความรู้ของพระเจ้า
สภษ.2:1-5

วันที่ 01/03/2011

ชั้นเรียนรวีเมื่อ 27/2/2011 ที่ผ่านมา ศบ.พงษ์ศักดิ์นำพระธรรมสุภาษิตบทที่ 1-2 มาแบ่งปัน แต่ในที่นี้ฉันขออ้างอิงถึง สุภาษิตบทที่ 2 ซึ่งว่าด้วยรางวัลของการแสวงหาปัญญาเป็นหลัก ฉันอ่านสุภาษิตมาก็หลายรอบแต่ก็ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของปัญญาในบริบทนี้ คือเข้าใจว่าเป็นสติปัญญาตามประสามนุษย์ แต่ได้มาถึงบางอ้อเมื่อพี่ตุ๊กตานำพระธรรมบทนี้มาแบ่งปันในกลุ่มเซลเมื่อหลายปีก่อน และบอกพวกเราว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรานั่นเอง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็ทูลขอสติปัญญาจากผู้เป็นแหล่งแห่งปัญญาเสมอมา ก็ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเพิ่มเติมความเข้าใจในพระคำของพระองค์ให้เรื่อยๆ (รายละเอียดของบทเรียนในห้องเรียน ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้นะคะ)

ช่วงซักถาม พี่ดาแม่น้องอีฟสงสัยว่าเราจะอธิษฐานในใจได้ไหม ทั้งบางคนยังอาจมีข้อแย้งด้วยว่าพระคัมภีร์ก็บอกไว้ไม่ใช่หรือว่า พระเจ้าทรงทราบตั้งแต่ก่อนที่เราจะพูดแล้ว แล้วเราจะพูดทำไม (อ้าว! เป็นอย่างงั้นไป) [สดด.139:4 ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว] ขอพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้เราสามารถตีความพระคัมภีร์ได้ถูกต้อง!

ถ้าเรารักใครสักคน เราก็ย่อมอยากจะพูดคุยกับเขาบ่อยๆ เรียกหาเขาตลอดเวลา อยากให้เขามาอยู่ใกล้ๆ อยากจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดที่ผู้เชื่อ ผู้ที่รักพระเจ้า ย่อมต้องการที่จะพูดคุยกับพระเจ้า และปรารถนาร้องเรียกพระองค์ตลอดเวลา!

ศบ.พงษ์ศักดิ์ ให้แง่มุมและตัวอย่างหลายประการในการอธิษฐานออกเสียง เป็นคำตอบที่ชัดเจนมากคือ เราควรอธิษฐานออกเสียง [สภษ.2:3 เออ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ] ทั้งยังมีพระคัมภีร์อีกหลายตอนที่สนับสนุนให้เราเปล่งเสียงออกมา เช่น

[ยรม.33:3 จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า]

[สดด.62:8 ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์ตลอดเวลา จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์…]


การเปล่งเสียงอธิษฐานประดุจดังกระแสวิญญาณที่หวานชื่นทว่าแข็งแกร่งซึ่งทะลุทะลวงท้องฟ้าที่แม้เป็นทองสัมฤทธิ์ขึ้นไปสู่สวรรค์ สู่พระกรรณขององค์พระบิดา พระองค์ผู้มิทรงหลับสนิทหรือนิทรา ทรงพร้อมเสมอที่จะฟังเรา ทำให้นึกถึงประสบการณ์ของซาโลมอน [2พศด.1:7 ในคืนนั้น พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอน และตรัสกับพระองค์ว่า "เจ้าอยากให้เราให้อะไรเจ้า ก็จงขอเถิด"] ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เราก็พบประสบการณ์เช่นเดียวกับซาโลมอน พระเจ้าตรัสกับเราว่า “เจ้าอยากให้เราให้อะไรเจ้า ก็จงขอเถิด”

พระคัมภีร์หลายตอนกล่าวถึงว่า พระเจ้าทรงตรัส พระเยซูทรงตรัส ไม่เห็นมีตอนไหนบอกเลยว่า พระเจ้าทรงคิดว่า หรือ พระเยซูทรงคิดว่า…เห็นไหมละคะ ว่าการเปล่งเสียงนั้นมีผลดีมากกว่าจริงๆ ถ้าเราอธิษฐานเผื่อผู้ใดและเปล่งเสียงออกไปด้วยก็จะให้การหนุนใจที่มากยิ่งทีเดียว อย่างไรก็ตาม การอธิษฐานในใจก็มีประโยชน์คะ สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เช่น เมื่ออยู่ในที่สาธารณะทั่วไป หรือในช่วงเวลาสามัคคีธรรมที่ต้องการความสงบเงียบ เป็นต้น

ขอกลับมาที่แม่ของน้องอีฟต่อนะคะ แม่ดาเล่าว่าเมื่อเห็นข่าวในทีวี เช่น แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ น้ำท่วม หรือข่าวอื่นๆ น้องอีฟจะขอให้แม่อธิษฐานเผื่อ พอแม่บอกว่าอธิษฐานแล้ว น้องอีฟก็จะขอให้แม่อธิษฐานดังๆ …แม่ดาจึงรู้สึกว่าพระเจ้าทรงยืนยันให้อธิษฐานดังๆ ผ่านทางลูกสาวและ ศบ.

ส่วนคุณครูแมมนั้นติดอกติดใจเป็นพิเศษกับภาระใจของน้องอีฟ รู้สึกสะท้อนใจว่าตัวเรานั้นห่วงใยผู้คนเหมือนเด็กคนนี้แสดงออกมาหรือไม่ น้องอีฟเรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยได้ และเราต้องอธิษฐานเพื่อผู้คน!

น้องอีฟเป็นเด็กตุ้ยนุ้ยน่ารัก กำลังจะเข้าเรียนอนุบาลแล้ว เวลาที่ผู้ใหญ่สามัคคีธรรมร่วมกันในกลุ่มเซลพระสิริ น้องอีฟก็มักจะนั่งอยู่ด้วย และเปิดพระคัมภีร์ไปมา กลับหัวกลับหางบ้าง ถามนู่นถามนี่บ้าง ตามประสาเด็ก แต่เธอฟังทุกสิ่งจากผู้ใหญ่ และจดจำทุกการกระทำของผู้ใหญ่เช่นกัน ตลอดทั้งเธอได้เรียนรู้พระคุณความรักของพระเจ้าไปด้วย

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน น้องอีฟแต่งตัวสวยไปเยี่ยมป้าสิรินาซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ที่ เนอสซิ่งโฮม ขณะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา น้องอีฟก็ชี้ด้วยความดีใจว่า “ทะเล ทะเล” ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งรถ อดหัวเราะไม่ได้ โลกของเด็กช่างสดสวยและไร้เดียงสาจริงๆ

เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็อดนึกถึงเด็กชาวเขาห่างไกลความศิวิไลซ์กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟูตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง(หลายคนคงได้ดูคลิปวีดีโอที่ อ.ซิดนีย์ วรพงษ์ นำมาให้ดู) หัวใจรักและห่วงใยแบบเด็กๆ ช่างน่ายกย่องจริงๆ (ซาบซึ้ง)

ที่เนอสซิ่งโฮมมีบ่อปลาเล็กๆ อยู่ด้วย น้องอีฟก็ไปนั่งข้างๆ บ่อ เมื่อถามว่าน้องอีฟเห็นอะไรบ้าง น้องอีฟก็ตอบว่า”เห็นปลา เห็นลูกอ๊อด” ฉันแปลกใจเล็กน้อยที่น้องอีฟรู้จักลูกอ๊อดด้วย ก็ไม่คิดว่าเด็กกรุงเทพจะรู้จักน่ะคะ ^_^

นอกจากจะเยี่ยมป้าสิรินาแล้ว น้องอีฟยังไปเยี่ยมคุณยายที่อยู่เตียงข้างๆ ด้วย ไปฟังคุณยายอ่านหนังสือ สร้างความชื่นบานให้กับคุณยายได้อีก

เมื่อคุณได้รู้จักน้องอีฟ คุณจะรักเธอเหมือนกับเรา!

นอกจากน้องอีฟแล้ว เรายังมีนักอธิษฐานตัวน้อยๆ อีกมายมายที่นิมิตใหม่ เดี๋ยวมีโอกาสแล้วจะเล่าให้ฟังอีกนะคะ

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผิดด้านผิดทาง

วันที่ 24/2/2011

ก๊าก ก๊าก ก๊าก!!!…ขออนุญาตขำก่อนนะคะ ก็คุณครูแมมนะสิ วันก่อนนี้โทรศัพท์คุยกัน คุยไปคุยมาเสียงก็ยิ่งเบาลง เบาลง จนแทบจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ครูแมมก็บอกว่า “พูดดังขึ้นหน่อย ครูแมมไม่ค่อยได้ยิน” ฉันก็พยายามพูดดังขึ้น แต่ก็ต้องบอกครูแมมด้วยว่า “ครูแมมพูดดังขึ้นหน่อยสิคะ” เรื่องที่คุยกันก็จับใจความได้คะ แต่ว่าวิธีที่ดีที่สุดก็วางสายกันไปก่อนละกัน

วันรุ่งขึ้นครูแมมก็เฉลยว่า สาเหตุที่คุยกันไม่ค่อยได้ยินนั้นเป็นเพราะว่าครูแมมถือโทรศัพท์ผิดด้าน! (แป่ว)
ครูแมมบอกว่าเอาเรื่องของครูแมมไปเขียนได้นะ เพราะว่าเหตุการณ์และผู้คนรายรอบตัวเรา ล้วนมีเรื่องราวให้เราฉุกคิดได้ทั้งนั้น ครูแมมกล่าวว่า “เมื่อมาคิดถึงชีวิตหลายๆ ครั้งเราก็ทำอะไรผิดทาง โดยเฉพาะความคิด แทนที่จะคิดบวก เรากลับคิดลบ จะทำอะไรก็ต้องใช้อวัยวะให้ถูกต้องตามหน้าที่ เอาปากฟัง เอาหูพูดจึงยุ่งกันเจรจาไม่รู้เรื่องเลย”

ฉันเลยได้โอกาสนำเรื่องครูแมมมาเป็นบทเรียนสำหรับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากเราเป็นมนุษย์ เราจึงไม่สมบูรณ์ เราจึงมีข้อบกพร่องผิดพลาดหลายประการ ทั้งความไม่สมบูรณ์ในด้านลักษณะนิสัย ด้านความรู้ความสามารถ และด้านอื่นๆ อีกหลายประการ คนเราผิดพลาดผลั้งเผลอได้ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ความผิดพลาดบางประการก็แก้ไขได้ บางประการก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ความผิดพลาดบางประการจึงเป็นเรื่องขำๆ ในขณะที่ความผิดพลาดบางประการก็รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือทรัพย์สินกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี เราขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงสมบูรณ์งดงามหมดจดทุกประการ ทรงบริบูรณ์ด้วยความยิ่งใหญ่ พระสิริ ชัยชนะ ความโอ่อ่าตระการ พระคุณ ความรัก และอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น โดยลำพังผงคลีดินอย่างเราจึงไม่สามารถเข้าไปถึงพระบิดาได้ ทว่า เราก็ขอบคุณพระเจ้าอีกนั่นแหละที่พระองค์ทรงมีทางเลือกให้กับเรา เพื่อให้สามารถไปถึงพระองค์ได้ “โดยพระเยซู”
[ยน.14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา]

ในทางอื่นๆ เราอาจจะมีผิดพลาดหรือบกพร่องบ้าง แต่ในทางสวรรค์ เรามาถูกทางแล้ว! ฮาเลลูยา!!!

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พระพรแห่งความเจ็บปวด

วันที่ 11/02/2011

“พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหนในเวลาที่เราเจ็บปวด” (Where Is God When It Hurts?) เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ฉันประทับใจมาก ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปอ่านก็ได้รับพระพรเสมอ จะว่าไปแล้ว ฉันชื่นชอบผลงานทุกชิ้นของ ฟิลิป แยงซี เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น “พระเยซูที่ฉันไม่เคยรู้จัก” (The Jesus I never knew), พระคุณที่ฉันไม่เคยรู้จัก (What’s so Amazing About Grace) หรือแม้แต่ “พระคัมภีร์ที่ฉันไม่เคยรู้จัก” (The Bible Jesus Read) ทั้งนี้ ฉันเชื่อว่ายังมีผลงานของฟิลิป แยงซี อีกมากมายที่ฉันไม่เคยรู้จัก (ฮา)

ช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวแห่งความเจ็บปวดผ่านเข้ามาให้ได้รับรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย พี่น้องที่บากบั่นในการทำธุรกิจ พี่น้องที่ปล้ำสู้กับความรัก พี่น้องที่มีปัญหาเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องความสัมพันธ์ พี่น้องที่ถูกมรสุมร้ายกระหน่ำในรูปแบบต่างๆ พี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ พี่น้องที่ชุมนุมประท้วงทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ปัญหาการสู้รบเรื้อรังบริเวณภาคใต้ และล่าสุดคือ การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ฯลฯ

ความเจ็บปวดที่แม้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงกับเรา แต่เรามีบรรพบุรุษเดียวกัน ทั้งยังเป็นบุตรร่วมกันกับพระคริสต์อีกด้วย ฉะนั้น เราจึงรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของพี่น้อง…เร็วๆ นี้ พี่เป้ พี่สาวที่รักในพระคริสต์ก็ส่งเสียงมาจากเดนมาร์ก ขอให้ช่วยอธิษฐานเผื่อลูกแกะคนหนึ่ง พี่เป้รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ลูกแกะได้ประสบ ร้องไห้สะอึกสะอื้นข้ามทวีปกันเลยทีเดียว ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงโปรดให้เราเป็นผู้เลี้ยง ทั้งยังให้เราเลียนแบบอย่างจากองค์พระเยซูด้วย

Where Is God When It Hurts? เป็นเรื่องราวของผู้เชื่อจำนวนหนึ่งที่ประสบกับความเจ็บปวดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นกระบวนการก้าวผ่านความเจ็บปวดของพี่น้องเหล่านั้น จนได้เห็นพระพรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดนั้น ฟิลิปอธิบายว่ากลไกของความเจ็บปวดในร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนกับระบบเตือนภัยให้กับเรา เป็นเครื่องจับสัญญาณความเจ็บปวดเตือนภัยต่อร่างกายว่ามันเจ็บ และบังคับให้หันไปสนใจตรงบริเวณที่เจ็บนั้น

หลายคนรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเจ็บปวดที่เขาได้รับ เช่น คนที่นอนหลับสนิทอยู่ในบ้านที่ไฟกำลังไหม้ลุกลาม ต้องรีบตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกถึงความร้อนของเปลวไฟ หรือเด็กที่รีบชักมือออกจากเต้าเสียบได้ทันเวลาเพราะสัมผัสว่ามีไฟดูด เป็นต้น ความเจ็บปวดจึงไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าหรือเป็นความผิดพลาดของพระเจ้า แต่เป็นการออกแบบอย่างดีเยี่ยมเพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายมนุษย์ ความรู้สึกเจ็บปวดเป็นสิ่งจำเป็น หากปราศจากความรู้สึกเจ็บ ชีวิตอาจเต็มไปด้วยอันตราย

ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อน เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะโรคเรื้อนเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้ เมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลายก็ไม่รู้สึก แผลก็ยิ่งลุกลาม มีหนูมาแทะเนื้อจนหมดก็ไม่รู้สึกเช่นกัน เนิ่นนานไปโรคร้ายก็ยิ่งลุกลามจนยากที่จะเยียวยาหรือท้ายที่สุดก็ไม่อาจยื้อยุดชีวิตเอาไว้ได้

จริงๆ แล้วคงไม่มีใครอยากเจ็บปวด ทว่า ในเมื่อความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดนั้น

พระเยซูก็ทรงเจ็บปวดเช่นกัน ทรงสงสารลูกแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง ทรงสงสารคนยากจน คนเจ็บป่วย คนที่สังคมไม่ยอมรับ ทรงพระกันแสงเพราะการตายของลาซารัส การอธิษฐานที่สวนเกทเสเมนี พระราชกิจที่โกละโกธา และอีกมากมายที่ฉันกล่าวถึงไม่หมดในที่นี้ แต่เพียงเท่านี้ก็ชี้ให้เห็นว่าความเจ็บปวดไม่ใช่ความผิดพลาดของพระเจ้า ดังนั้น เราต้องเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าและรับพระพรจากความเจ็บปวดนั้น

หากมองย้อนไปถึงบุคคลในพระคัมภีร์ เราจะพบกับบุคคลที่เผชิญกับความเจ็บปวดจำนวนมาก แต่บุคคลหนึ่งที่โดดเด่นคือ “โยบ” ซึ่งพบกับความเจ็บปวดในทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย ด้านครอบครัว การงาน ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ แต่โยบก็กล่าวอย่างเต็มภาคภูมิว่า "ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า" [โยบ.1:21]

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์กาล เป็นพระเจ้าผู้ทรงรัก ทรงพระกรุณาและทรงพระคุณ ทรงเหมือนเดิมเสมอไม่เปลี่ยนแปลง ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหนในเวลาที่เราเจ็บปวด” แต่ประเด็นสำคัญคือ “ความเชื่อของเราอยู่ที่ไหนในเวลาที่เราเจ็บปวด” เราจะตอบสนองอย่างไรต่อความเจ็บปวดนั้น (ฟิลิป แยงซี)

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

Kuantan Retreat

Kuantan Retreat…JF Advance Camp 2010

วันที่ 5/01/2011

ระหว่างวันที่ 25-28/11/2010 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้เข้าร่วม JF Advance Camp ซึ่งปีที่ผ่านๆ มาจะเน้นในเรื่องของบทเรียนด้านงานมิชชั่น แต่ปีนี้มีรูปแบบที่แตกต่างออกไป เป็นลักษณะของ Retreat ที่เน้นด้านการพักผ่อนและสัมพันธภาพมากกว่า
Jeevan Frontiers (JF) เป็นองค์กรมิชชั่นสัญชาติเอเชีย นำโดย Dr.Simon Mahendra ทันตแพทย์ชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย คำว่า “Jeevan” นั้นเป็นภาษา Hindi แปลว่า “ชีวิต”

นิมิตของ JF คือ คส.1:28 “พระองค์นั่นแหละเราประกาศอยู่ โดยเตือนสติทุกคนและสั่งสอนทุกคนให้มีสติปัญญาทุกอย่าง เพื่อจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์”

พันธกิจของ JF คือ การขยายแผ่นดินของพระเจ้าตลอดเส้นหน้าต่างที่ 20-30 ของโลก ซึ่งจะประกอบไปด้วย อินเดียเหนือ ปากีสถาน เนปาล ภูฏาณ บังคลาเทศ และเอเซีย

Dr.Simon ผู้ก่อตั้ง JF หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นทันตแพทย์ รับใช้พระเจ้าเป็นอาชีพหลัก โดยใช้เงินและทั้งสิ้นที่ตนเองมี และผู้ร่วมนิมิตเดียวกันนั้นก็ล้วนเป็นอาสาสมัครซึ่งทำงานในสาขาอาชีพต่างๆ และใช้เงินของตนเองเป็นทุนในการรับใช้พระเจ้า บ้างก็เป็นคนขับแท็กซี่ บ้างก็ทำงานในองค์กรภาครัฐ บ้างก็เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน บ้างก็ทำงานโรงพยาบาล เป็นต้น โดยมีมิชชันนารีซึ่งรับเงินเดือนจาก JF เพียงท่านเดียวเท่านั้น

JF ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากองค์กรหรือคริสตจักรใด แต่ดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อ ด้วยความสัตย์ซื่อของผู้ร่วมพันธกิจ ด้วยเครือข่ายอธิษฐานที่กระจายอยู่ในหลายประเทศ

รูปแบบการทำงานของ JF นั้น กลมกลืนกับการทำงานขององค์กรมิชชั่นที่มีอยู่แล้วในแต่ละประเทศ คนของ JF มักใช้วันหยุดพักร้อนเพื่อเดินทางไปประกาศในดินแดนที่ข่าวประเสริฐยังเข้าไปไม่ถึง โดยมียุทธวิธีดังนี้
1. การระดมพล (Mobilization) JF จะมองหาลูกแห่งสันติสุขในชุมชนนั้น (ในที่นี้รวมถึงการระดมทรัพยากรอื่นด้วย)
2. การสร้างสาวก (Discipleship) จากคนท้องถิ่นที่มีภาระใจและมีนิมิตเดียวกัน
3. ริเริ่มดำเนินการเพื่อชุมชน (Community Initiatives) เช่น โครงการแพทย์อาสา โครงการให้ความรู้ต่างๆ
4. การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ (Economic Development) เช่น โครงการฟาร์มแพะ โครงการฝึกอาชีพต่างๆ

การลงพื้นที่ในแต่ละแห่งอาจมียุทธวิธีและพัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญซึ่งเป็นหัวใจคือการประกาศข่าวประเสริฐ และเมื่อมีคนกลับใจ ก็จะพัฒนาไปสู่การก่อตั้งคริสตจักร โดยให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลกันเอง จากนั้น JF ก็จะเดินทางต่อไปยังทุ่งนาแห่งอื่น แต่ทั้งนี้ JF ก็มิได้ละทิ้งบทบาทในการเสริมสร้างผู้นำท้องถิ่น โดยผู้นำและคริสตจักรท้องถิ่นนี่แหละที่เป็นผู้ร่วมนิมิตในการขยายพันธกิจออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

วันแรกของการเดินทาง (25/11/2010)…คลินิคของ Dr.Simon ในย่าน Little India ของสิงคโปร์ ถูกแบ่งเป็นห้องเล็กๆ เพื่อใช้เป็น Office ของ JF มื้อเที่ยงแรก Dr.Simon ได้สั่งอาหารมาเลย์มาเลี้ยงพวกเรา เป็นเหมือนแกงเผ็ดใส่ใบตอง แล้วห่อด้วยกระดาษห่ออาหารอีกทีหนึ่ง และมีน้ำซุปเป็นกองกลาง Dr.Simon เปิบข้าวด้วยมือเลย Herci พี่น้องชาวฟิลิปปินส์เองก็ไม่ขอใช้ช้อนส้อม เมื่อเห็นผู้นำและเพื่อนร่วมทีมเปิบข้าวด้วยมือ ฉันจึงลองเปิบข้าวด้วยมือบ้าง แซบหลายไปอีกแบบหนึ่ง มื้อนี้เรามี Isabel กับ Penny ชาวฟิลิปปินส์มาทานข้าวด้วย

ทานข้าวเสร็จ Dr.Simon ก็แบ่งปันนิมิต JF ให้กับ Penny ฟัง เธอมาทำธุระบางอย่างที่สิงคโปร์ และยังไม่รู้จัก JF ดีนัก Penny เป็น Fundraiser ให้กับองค์กรมิชชั่นด้วย เราจึงได้คุยกันอย่างตื่นเต้นเพราะมีนิมิตตรงกัน จากนั้น พวกเราสาวๆ ก็ไปเดินเล่นกันที่ตลาด Herci จะเป็นผู้ใหญ่สุขุม แต่ Isabel จะเหมือนเด็ก ร่าเริง ช่างพูด ร้องเพลงเก่ง เพราะว่าเป็นนักนมัสการและนักดนตรีที่โบสถ์ด้วย เราจึงมีความสุขมากที่ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน

ช่วงเย็น เราไปพักผ่อนและรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของ Sister Hungleng และเตรียมพร้อมเดินทางสู่กวนตัน
Retreat ครั้งนี้ประกอบไปด้วย ชาวสิงคโปร์ จีน มาเลเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย รวมกว่า 30 ชีวิต มีทั้งผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็ก พวกเราออกเดินทางกลางดึกจากสิงคโปร์โดยรถโคชปรับอากาศมุ่งสู่กวนตัน (Kuantan) มาเลเซีย

วันที่สองของการเดินทาง (26/11/2010)…เรารับอรุณที่เมืองกวนตันด้วยอาหารเช้าตามอัธยาศัย แต่เนื่องจากตลอดทางมีฝนตกเป็นระยะ เราจึงแวะช็อปปิ้งกันที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับห้างในเมืองไทยแล้ว ห้างใหญ่นั้นก็เล็กไปเลยทีเดียว ตกบ่ายเราจึงได้แวะชมวิถีชีวิตของชาวประมงริมฝั่งทะเล เป็นครั้งแรกที่เห็นปากฉลามหลากหลายขนาด แต่เจ้าตัวใหญ่นี่สิ ปากใหญ่ ฟันคม โอ่งทั้งตัวก็งับได้ แล้วคนจะเหลืออะไรละเนี่ย จากนั้นเราเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เต่า ซึ่งเต่าทั่วโลกจำนวนมาก จะมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ณ ชายหาดที่มาเลเซีย ต่อมาประชากรเต่าลดลงมาก จึงได้มีการนำไข่เต่ามาทดลองเลี้ยงในฟาร์ม เมื่อโตแล้วจึงปล่อยลงทะเล

เราถึงโรงแรม Legend ที่พักในช่วงเย็น เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องประชุม นมัสการ และ Dr.Simon แบ่งปันเรื่องราวจาก ปฐก.14:17-24 ซึ่งเป็นตอนที่กษัตริย์เมลคีเซเดคอวยพรอับราม และอับรามได้ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของที่ได้มาถวายแก่เมลคีเซเคค แต่เมลคีเซเดคกล่าวว่า [21 “ขอคืนคนให้แก่เรา แต่ข้าวของนั้นท่านจงเอาไปเถิด”] แต่อับรามก็ไม่รับข้าวของที่เมลคีเซเดคเสนอให้ เพื่อมิให้ใครพูดไว้ว่าบำรุงอับรามให้มั่งมี เพราะความมั่งคั่งของอับรามมาจากพระเจ้า

ความมั่งคั่งของ JF ก็มาจากพระเจ้าเช่นกัน และเพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งความมั่งคั่งนั้น ชาว JF ต้องคำนึงถึงสิ่ง 2 ประการนี้
• ความสัตย์ซื่อของคนงาน สัตย์ซื่อต่อพี่น้องในพระคริสต์ และสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า มั่นคงในความเชื่อ กระทำหน้าที่ให้บรรลุผลสำเร็จ
• ใช้สิทธิอำนาจอย่างเต็มใจ คือ เต็มใจที่จะให้อภัย เต็มใจที่จะยืนหยัดร่วมกัน เต็มใจที่จะแจกจ่าย เต็มใจที่จะให้กำลังใจ เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม

จากนั้นเป็นช่วง Praise Report 2010 ซึ่งเป็นการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ตลอดช่วงปี 2010 ที่ผ่านมา…JF ให้ความสำคัญกับการอธิษฐานมาก พวกเขาจะไม่รับใช้พระเจ้าโดยไม่อธิษฐานเสียก่อน หลายคนที่เป็นเครือข่ายของ JF นั้น ไม่เคยลงพื้นที่มิชชั่นใดๆ เลย แต่สัตย์ซื่อในการอธิษฐานเสมอ ทั้งในการประชุมอธิษฐานประจำสัปดาห์ การอธิษฐานย่อยอื่นๆ รวมถึงการอธิษฐานเป็นการส่วนตัว …พันธกิจของนักอธิษฐานวิงวอนมิได้สำคัญน้อยไปกว่าพันธกิจของผู้ออกไปปฏิบัติงานมิชชั่นเลย

Dr.Simon และกลุ่มผู้นำ อธิษฐานเผื่อพี่น้องที่มาจากประเทศต่างๆ อธิษฐานกันจนน้ำตาไหลนองหน้า ด้วยคำอธิษฐานที่สัมผัสใจ ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้าและพี่น้อง พวกเราจึงสะอึกสะอื้นกันเป็นแถวๆ แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงของผู้นำคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างแตะใจมาก “อย่าจำกัดพระเจ้า พระองค์ไม่จำกัด พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง” จากที่ร้องไห้อยู่แล้ว คราวนี้ฉันจึงร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม แง-แง-แง! ใช่แล้ว ฉันต้องกลับใจที่จำกัดพระเจ้า เพราะแม้ฉันจะเชื่อในฤทธานุภาพและความยิ่งใหญ่ของพระองค์เพียงใดก็ตาม แต่ฉันไม่เชื่อในความสามารถของตัวเอง นั่นก็หมายถึงว่า ฉันไม่เชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน ฉันมักจะคิดไปว่า ฉันมีของประทานในการรับใช้พระเจ้าน้อยมาก อันนู้นก็ทำไม่เป็น อันนี้ก็ทำไม่ได้ …และสิ่งที่ ศบ.พงษ์ศักดิ์ได้อธิษฐานเผื่อฉันก่อนการเดินทางครั้งนี้ก็ผุดขึ้นมาในมโนนึก “ก้อนดินเล็กๆ ที่ผู้อื่นโยนทิ้งไม่เห็นค่าแล้ว ได้มาอยู่ในมือเรา เราจะค่อยๆ ปั้นมันขึ้นมาให้มีค่า ส่องประกายเจิดจ้า ถวายเกียรติแด่พระเจ้า” ศบ.พงษ์ศักดิ์ ยังบอกด้วยว่าการไป Retreat ครั้งนี้จะได้รับความรู้อย่างมาก ได้รับการหนุนใจ เปรียบเสมือนของขวัญประจำปีจากพระเจ้า หลังจากที่ทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งปี ทั้งยังมีคนที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ รอเราอยู่ พร้อมกล่าวถ้อยคำจากพระธรรม 1 คร.2:9 ให้กับฉัน [ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์] ฉันจึงได้รับการหนุนใจตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง …ใช่แล้ว!!! ฉันต้องข้ามเส้นอุปสรรคไป และเมื่อถึงที่หมายแล้ว อย่าถอยกลับ ให้ข้ามไป แล้วจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า!!!

วันที่สามของการเดินทาง (27/11/2010)

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการนมัสการและดื่มด่ำกับพระวจนะ Dr.Simon เทศนาจากพระธรรม มคา. บทที่ 4 โดยกล่าวถึงพระธรรมทุกข้อ แต่ฉันฟังไม่ทัน จดไม่หมด จึงมีแบ่งปันได้เพียงบางส่วนคะ
ข้อ 1 ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเจ้า จะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภูเขาทั้งหลายและจะถูกยกขึ้นให้เหนือบรรดาเนินเขา ชนชาติทั้งหลายจะหลั่งไหลเข้ามาหา…เราคือภูเขาของพระเจ้า และเราต้องร่วมกันสร้างภูเขา เพื่อบรรดาประชาชาติจะเข้ามาบนภูเขาแห่งนี้
ข้อ 2 และประชาชาติเป็นอันมากจะมากล่าวว่า "มาเถิด ให้เราขึ้นไปยังภูเขาของพระเจ้า ยังพระนิเวศแห่งพระเจ้าของยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา และเพื่อเราจะเดินในมรรคาของพระองค์" เพราะว่าพระธรรมจะออกมาจากศิโยน และพระวจนะของพระเจ้าจะออกมาจากเยรูซาเล็ม
ข้อ 3 พระองค์จะทรงวินิจฉัยระหว่างชนชาติทั้งหลายเป็นอันมาก และจะทรงตัดสินเพื่อบรรดาประชาชาติอันแข็งแรงที่อยู่ไกลออกไป และเขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป…พระเจ้าทรงตัดสินเพื่อบรรดาประชาชาติอันแข็งแรงที่อยู่ไกลออกไป
ข้อ 5 ด้วยว่าบรรดาชนชาติทั้งหลายต่างก็ดำเนิน ในนามแห่งพระของตน แต่เราจะดำเนินในพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา เป็นนิตย์สืบๆไป
ข้อ 6 พระเจ้าตรัสว่าในคราวนั้น เราจะรวบรวมคนขาพิการ และจะรวบรวมบรรดาผู้ที่ถูกขับไล่ไป และบรรดาผู้ที่เราได้ให้ทุกข์ใจ…คนพิการ คือ คนที่ไม่สามารถเดินเข้าสู่น้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะรวบรวมคนพิการเหล่านั้น มิชชั่นของเรามิใช่เพียงแค่การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชาติต่างๆ เท่านั้น แต่จะต้องนำการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของพระคริสต์ไปสู่ประชาชาติทั้งมวลด้วย
ข้อ 7 คนที่ขาพิการนั้นเราจะให้เป็นคนที่เหลืออยู่คนที่ถูกทิ้งไปนั้นเราจะให้เป็นชนชาติที่เข้มแข็งและพระเจ้าจะทรงปกครองเหนือเขาที่ภูเขาศิโยน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนชั่วกัลปาวสาน…เราเป็นผู้สร้างบรรดาประชาชาติทั้งหลายให้เข้มแข็ง เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ข้อ 8 โอ หอคอยที่เฝ้าฝูงสัตว์เอ๋ย เจ้าผู้เป็นเนินเขาบุตรีศิโยน ราชอำนาจจะมาสู่เจ้า อาณาจักรดั้งเดิมจะกลับมา คือราชอาณาจักรแห่งบุตรีเยรูซาเล็ม… เราเป็นคนที่คอยเฝ้าฝูงสัตว์ ให้เรามีสิทธิอำนาจเหนือทุกสถานการณ์

นอกจากนั้น ดร.ไซมอน ยังได้แบ่งปันจากพระธรรม ฉธบ.8:18 “ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้”…ทุกครั้งที่เราได้รับพร ให้เราออกไปเป็นพรต่อคนอื่น นั่นคือพันธสัญญา!!! ทุกสิ่งที่เราทำในงานรับใช้ ก็คือความตั้งใจที่มีต่อพันธสัญญา เราต้องข้ามเขตแดนเดิมๆ ไป เรามีศักยภาพในการกระทำเพื่อพันธสัญญา

ช่วงบ่ายเรามีเวลาสนุกสนานด้วยกันบริเวณชายหาด ช็อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง และกลับถึงที่พักในช่วงดึก ฉันได้เห็นความรักความผูกพันของพี่น้องในพระคริสต์ ได้เห็นแบบอย่างของ Family Man ตัวจริงอีกคนหนึ่ง คือ Dr.Simon ที่ครั้งนี้พาลูกสาว 2 คนไปด้วย ลูกสาวคนโตอายุ 13 นาม Esther มีแฝดชาย 2 คน อายุ 11 ชื่อ David กับ Daniel (ไม่ได้เดินทางมาด้วย) ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 9 ขวบ ชื่อ Ruth โดย Ruth มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรับใช้พระเจ้าของผู้เป็นพ่อเลย ฉันเคยสงสัยพระเจ้าว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับผู้รับใช้พระเจ้าที่เข้มแข็งสัตย์ซื่อด้วย หลายครั้งฉันก็มีคำถามว่า “ทำไม ทำไม ทำไม” แต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงออกแบบ จัดวาง และควบคุมทุกสิ่ง และสรรพสิ่งทั้งสิ้นนั้นก็เพื่อพระสิริของพระองค์ ฉันจึงไม่อาจนำสติปัญญาอันน้อยนิดของตนไปเทียบเคียงหรือสงสัยพระองค์ได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ล้ำลึกและเกินความเข้าใจของมนุษย์อย่างฉันจริงๆ

วันที่สี่ของการเดินทาง (28/11/2010)

Dr.Simon เทศนาโดยพระธรรมยอห์น 17 เรื่อง “คำอธิษฐานครั้งสุดท้ายของพระเยซูบนโลกใบนี้” ฉันเชื่อว่าคำอธิษฐานของพระเยซูนั้นจะจับใจและหนุนใจทุกคนด้วยเช่นเดียวกัน

เราต้องทำงานมิชชั่นด้วยแนวคิดแห่งผู้ชนะ และให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน [อฟ. 4:11-15]

นิมิตของ JF คือการถวายทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วให้กับพระคริสต์ เราก็เป็นส่วนหนึ่งในความสมบูรณ์ของพระคริสต์ คนรอบข้างเราก็เป็นส่วนหนึ่งในความสมบูรณ์ของเรา เราสามารถกล่าวกับผู้อื่นได้ว่า “คุณเป็นส่วนหนึ่งในความสมบูรณ์ของฉัน” ทั้งนี้เพราะร่างกายมิได้ประกอบด้วยอวัยวะเดียว [1 คร.12:14-25]

พระคัมภีร์ข้อสุดท้ายที่ Dr.Simon ฝากไว้ คือ [1 คส. 1;27 พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะสำแดงให้ธรรมิกชนเหล่านั้นรู้ว่า ในหมู่คนต่างชาตินั้นอะไรเป็นความมั่งคั่งแห่งข้อล้ำลึกนี้ คือที่พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี] ถ้าคนไม่เห็นพระคริสต์ในชีวิตของเรา นั่นคือ เราล้มเหลว!

ประโยคสุดท้ายที่ Dr.Simon ฝากไว้คือ “Being in Christ before doing!”

เมื่อเสร็จสิ้นการนมัสการแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางจากกวนตันสู่สิงคโปร์ โดยบนรถนั้นมีคุณไกด์คอยเล่าเรื่องตลกให้ฟังตลอดทาง แต่ถ้าคุณไกด์เหนื่อยก็เรียกพวกเราไปร้องเพลงให้ฟัง เราจึงได้ฟังเพลงจากหลายๆ ชาติ อะแฮ่ม ฉันก็ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าภาษาไทยให้พวกเขาฟังด้วย พวกเขาชมว่าดีมาก เพราะว่าเขาฟังภาษาไทยไม่ออกนั่นเอง (ฮา)

ช่วงขาออกจากสิงคโปร์ไปมาเลเซียนั้นสะดวกง่ายดาย แต่ช่วงขาเข้าจากมาเลเซียสู่สิงคโปร์นี่สิ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองตรวจตราเข้มข้น ซักถามยิก เพราะมีคนหนีเข้าเมืองจำนวนมากที่แอบขึ้นรถโดยสารและเข้าสิงคโปร์โดยเส้นทางนี้ เรามาถึงปลายทางที่ออฟฟิศสิงคโปร์ในช่วงดึก ประมาณห้าทุ่ม แต่ถนนหนทางร้านรวง ตลอดจนลานกว้างส่วนกลางบริเวณ Little India กลับคราคร่ำไปด้วยชาวอินเดียจำนวนมากเป็นหลักพัน ตอนแรกคิดว่ามีหนังกลางแปลงซะอีก เมื่อสอบถามจึงทราบว่าทุกคืนวันอาทิตย์ ชาวอินเดียผู้ใช้แรงงานอยู่ในสิงคโปร์จะมาพบปะพักผ่อนกันบริเวณนี้ ซึ่ง JF ก็ฉวยโอกาสประกาศข่าวประเสริฐและสำแดงพระคริสต์กับพวกเขาเสมอ…ค่ำคืนนี้พักผ่อนที่บ้าน Ms.Hungleng ผู้ซึ่งได้ขายบ้านใหญ่หลังงาม และกำลังจะย้ายออกไปอยู่บ้านที่หลังเล็กกว่าเดิมในบริเวณใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เพราะลูกๆ แต่งงานออกเรือนกันหมดแล้ว เหลือเพียง 2 สามีภรรยา คุณแม่ และคนทำงานบ้าน 3 คน จึงมีแนวคิดในการย้ายบ้านเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ฉันว่าเป็นไอเดียที่ดีมากๆ เลย อย่างไรก็ตาม บ้านของ Ms.Hungleng หลังนี้ก็เป็นพรต่อพวกเราจนถึงวินาทีสุดท้าย

วันที่ห้าของการเดินทาง (28/11/2010)

ฉันใช้เวลาช่วงเช้ากับพี่น้องชาวฟิลิปปินส์ 2 คน คือ Herci, Isabel ซึ่งพักอยู่ที่บ้าน Ms.Hungleng ด้วยกัน Ms.Hungleng น่ารักมาก พาเราไปส่งถึงสนามบิน ทั้งๆ ที่ต้องย้ายบ้านแล้ว…เธอหนุนใจและอธิษฐานอวยพรให้กับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ที่เราจะพบกันใหม่ใน JF Advance Camp 2011! ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจัดขึ้นที่ไหน ฉันแอบเชียร์ให้ Dr.Simon มาจัด Camp ที่ประเทศไทยบ้าง พอหลายคนทราบเรื่องก็ช่วยกันเชียร์ใหญ่…อืม ไม่มีใครรู้ แต่พระเจ้าทรงรู้!!!

เติมน้ำมัน

วันที่ 28/12/2010

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันพาคุณแม่ไปเยี่ยมญาติที่ดอนเมือง ขณะอยู่ดอนเมืองก็สังเกตว่าน้ำมันรถใกล้หมดแล้ว แต่ก็คาดว่าสามารถขับต่อไปได้จนถึงพระรามสอง โดยตั้งใจจะเติมน้ำมันที่ปั้มใกล้บ้าน ระยะทางจากดอนเมืองถึงบ้านที่ถนนพระรามสองนั้น ประมาณ 60 กม. ฉันเหลือบไปดูบาร์น้ำมันอีกครั้งเมื่อถึงโลตัสพระรามสอง ปรากฎว่ามีสัญญาณเตือนแว้บๆ ว่าปริมาณน้ำมันเหลือน้อยเต็มทีแล้ว คนขับมือใหม่เคยอ่านในคู่มือบอกไว้ว่าเมื่อมีสัญญาณเตือน จะสามารถขับไปได้อีก 20 กม. แต่ฉันไม่รู้ว่าสัญญาณเตือนนั้นเกิดขึ้นตอนไหน แต่ก็มั่นใจว่าจะสามารถขับไปถึงปั้มข้างหน้าได้ แต่เนื่องจากฉันวิ่งอยู่เลนใน ประกอบกับเป็นช่วงดึก ขับเพลินเกินห้ามใจ (น้าน!) ปรากฎว่าขับรถเลยทางออกเส้นคู่ขนานที่จะไปถึงปั้มน้ำมัน ดังนั้น จึงวิ่งผ่านปั้มน้ำมันโดยที่ไม่สามารถเข้าไปเติมน้ำมันได้ ยกเว้นว่าต้องไปยูเทิร์นกลับมา เอาละสิ งานเข้า! ถ้าไปยูเทิร์นก็ไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมดกลางทางหรือเปล่า เพราะทางยูเทิร์นที่บ้านนั้นไกลมาก ฉันจึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าบ้านก่อน

วันรุ่งขึ้นลุงข้างบ้านก็มาดูรถให้ ลุงบอกให้ดูที่เข็มน้ำมัน แต่รถของฉันเป็นคนละรุ่นกับของลุง ลุงจึงช่วยอะไรไม่ได้ ลุงบอกว่าอย่าขับไปเลย ฉันจึงไม่กล้าขับรถออกจากบ้าน เพราะกลัวว่าน้ำมันจะหมดกลางทางก่อนถึงปั้ม ตั้งใจว่าตอนเย็นจะซื้อน้ำมันมาเติมเอง แต่ขณะที่อยู่บนรถโดยสารประจำทางนั้น คำเทศนาของ ศบ.พงษ์ศักดิ์ เมื่อช่วงวานนี้ก็ลอยเข้ามา “คริสเตียนจำนวนมากมีความเชื่อ และรักษาความเชื่อไว้อย่างดี แต่ไม่ยอมใช้” โอ๊ะโอ๋! สัญญาณกระแทกใจ สำนึกได้ว่าตนเองมีความเชื่อน้อย และไม่ยอมใช้ความเชื่ออีกต่างหาก ทำไมล่ะ ในเมื่อฉันเชื่อในการอัศจรรย์ของพระเจ้า ฉันเชื่อว่าพระองค์ทรงรักษาโรค ฉันเชื่อในฤทธิ์เดชนานาประการของพระองค์ พระองค์ทรงฤทธิ์และห่วงใยในทุกสิ่งไม่ใช่หรือ แต่ทำไมฉันไม่มั่นใจในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ทำไมฉันจึงพลาดไปแล้วล่ะ คือ ดำเนินชีวิตด้วยสิ่งที่ตามองเห็น ไม่ได้ดำเนินชีวิตในความเชื่อเหมือนที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ [2คร.5:7 เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น] นอกจากนั้น คำพยานของผู้รับใช้หลายคนกรณีที่รถน้ำมันหมด แต่ก็วิ่งต่อไปได้ด้วยการอัศจรรย์ของพระเจ้าก็ผุดขึ้นมาตอกย้ำ ทั้งเพลงและข้อพระคำเกี่ยวกับความเชื่ออีกหลายบทหลายตอนก็แย่งกันผุดขึ้นมาในมโนนึก ไม่ว่าจะเป็นเพลง “จงมีความเชื่อในพระองค์เถิด” นิยามความเชื่อที่ลือลั่นในพระธรรมฮีบรู [ฮบ.11:1 ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง] หรือคำอุปมาเรื่องเมล็ดพืช [ลก.17:6 พระองค์จึงตรัสว่า "ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ท่านก็จะสั่งต้นหม่อนนี้ได้ว่า "จงถอนขึ้นออกไปปักในทะเล" และมันจะฟังท่าน] ฯลฯ มิเพียงเท่านั้น พระสัญญาที่ฉันได้ยึดไว้เสมอ คือ [1พกษ.17:16 แป้งในหม้อก็ไม่หมดน้ำมันในไหก็ไม่ขาด] ก็ผุดขึ้นมาทิ้งท้าย โดยปกติแล้วฉันมักจะท่องพระคำข้อนี้เป็นประจำ แถมเติมไปด้วยว่า “เงินในกระเป๋าก็ไม่หมด น้ำมันรถก็ไม่ขาด” อ้าว แล้วสักแต่ท่องหรือเปล่าเนี่ย!!!
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ต้องกลับใจคะ ต้องกลับใจใหม่ร่ำไปเลยนะฉันเนี่ย จากนั้น ฉันจึงมีความเชื่อเต็มขนาดว่าวันต่อไปจะขับรถออกจากบ้านไปถึงปั้มน้ำมันได้ โดยการดูแลจากพระเจ้า

เช้าวันต่อมา ขณะกำลังสตาร์ทรถ ลุงข้างบ้านก็มาถามว่าซื้อน้ำมันมาหรือยัง ลุงจะช่วยเติมให้ (คุณลุงน่ารักมาก ขอพระเจ้าอวยพร) ฉันจึงกล่าวขอบคุณลุงและตอบว่า “หนูเชื่อว่าจะขับรถไปถึงปั้มน้ำมันได้คะ” ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุด ฉันได้เติมน้ำมันทันเวลา
นอกจากบทเรียนเรื่องความเชื่อแล้ว ยังมีอีกบทเรียนหนึ่งสำหรับฉันคือ เรื่องความรอบคอบระวังระไวรอบด้าน ฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีความจำกัด มีความอ่อนแอ แต่ฉันก็ไม่ธรรมดาตรงที่ฉันมีพระเจ้า ฉันสามารถอธิษฐานขอในสิ่งที่ฉันไม่มีได้ ฉันขอครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อที่จะเป็นคนดีรอบคอบ [มธ.5:48 เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ]

นับแต่นี้ไป ฉันคงต้องเติมน้ำมันรถให้อยู่ในระดับที่พร้อมใช้งานได้เสมอ เพื่อที่อาการน้ำมันรถใกล้หมดถังจะไม่มากวนใจให้หวาดเสียวเล่นอีก และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การเฝ้าระวัง เติมน้ำมันในฝ่ายวิญญาณให้พร้อมอยู่เสมอ เช่นเดียวกับหญิงพรหมจรรย์ทั้ง 5 คนที่เติมน้ำมันในตะเกียงของตน เพื่อรอรับองค์เจ้าบ่าว ซึ่งจะเสด็จมาโมงยามใดก็มิรู้ได้ [มธ.25]