Custom Search By Google

Custom Search

ฟีลิปปี 4:13
ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

Philippians 4:13
I can do all things in him that strengtheneth me.

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตามน้ำพระทัย…ไม่ใช่ตามใจฉัน

วันที่ 17/12/2008
สนามรบในความคิดของฉันยังคงฝุ่นตลบ เนื่องด้วยการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด ฉันยังไม่สามารถกำชัยชนะได้อย่างถาวร บางครั้งดูเหมือนว่าฉันชนะแล้ว ฉันก็โอ้ลั่นล้ามีความสุขเหมือนเดิม ในขณะที่ศัตรูยังคงจ้องทำร้าย รุกเข้ามาอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเงียบเชียบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ฉันต้องกวาดไล่ศัตรูออกไปให้หมดสิ้น พิชิตชัยชนะในสนามรบนี้ให้ได้อย่างแท้จริง
ฉันตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่ในใจกลับไร้สันติสุขอย่างที่ควรจะเป็น ฉันไม่มีความสุขกับการทำงานเลย พอตกเย็นฉันมีโอกาสได้ดูรายการทางโทรทัศน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นการนำเด็กซึ่งเติบโตในเมืองเข้าไปทดลองใช้ชีวิตในชนบท ซึ่งตอนที่ฉันดูนั้น เขาพาเด็กๆ ไปช่วยคุณลุงเจ้าของบ้านทำลานนวดข้าว การทำลานนวดข้าวนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมานาน เมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวแล้ว จะนำมากองรวมกันที่ลานนวดข้าวเพื่อเข้าสู่กรรมวิธีนำข้าวมาฝัดร่อนออกจากรวง เพื่อให้เหลือเพียงข้าวเปลือก อันว่าการทำลานนวดข้าวนั้นจะต้องใช้มูลวัวมูลควายผสมกับน้ำ และละเลงไปบนพื้นดินที่เตรียมไว้แล้ว วิธีการนี้เรียกว่าการ “ยาลาน” ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยทำ มูลวัวมูลควายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับชาวบ้านอย่างเรา นำไปทำปุ๋ยหมักก็ได้ นำไปทำเชื้อเพลิงก็ดี นำไปขายก็ไม่มีใครซื้อ (แป่ว) เพราะเขาเลี้ยงวัวเลี้ยงควายกันทุกบ้าน มีมูลวัวมูลควายกันทุกบ้านนั่นเอง…เด็กที่ไม่เคยอยู่ในสังคมชนบท เมื่อเจอมูลวัวมูลควายก็ขยะแขยง แต่ด้วยหน้าที่และด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต่างก็ต้องช่วยกันแซะมูลสัตว์ใส่ถัง คนละไม้คนมือ จึงมีการไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของแต่ละคน บางคนก็ชอบ รู้สึกสนุก บางคนก็ขยะแขยง ทำไปขนลุกไป บางคนก็กลัว แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ และเห็นคนอื่นทำก็เริ่มชิน พิธีกรในรายการก็ให้ข้อคิดว่า “เด็กๆ ควรพอใจในสิ่งที่ตนทำ แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่อยากทำก็ตาม เพื่อว่าในอนาคตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะเป็นผู้ที่สามารถทำงานได้ทุกชนิด” ตอนที่ฉันดูนั้น ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก แค่หัวใจวกกลับไปยังชีวิตวัยเด็กที่วิ่งอยู่ในทุ่งนาเขียวขจี อากาศสดชื่นเย็นสบาย น้ำใสไหลเย็นจากทุ่งนาสู่ทุ่งนา ฉันจูงวัวจูงควายไปกินหญ้าตามประสา และฉันก็คิดต่อไปอีกว่า โอ้โห ฉันเคยเลี้ยงวัว ควาย นก หมา แมว หมู เห็ด เป็ด ไก่ (ปิ๋ว…ไม่มีเห็ดนะจ๊ะ) สัตว์เหล่านั้นมีวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ยากอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้องเลี้ยงแกะ ช่างเป็นการเลี้ยงที่ยากจริงๆ แกะนั้นอ่อนแอ ตาสั้น ซุ่มซ่าม เปราะบาง ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้ วันๆ ก็เอาแต่ร้อง กิน แล้วก็นอน แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูฉันดุจเลี้ยงแกะ ทรงเลี้ยงดูฉันที่อ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พระองค์ทรงนำฉันนอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด ช่างเป็นความรักที่สุดแสนประทับใจจริงๆ
[สดด.23]
1พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน 2พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ 3ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ 4แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ 5พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่ 6แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างในการเป็นผู้เลี้ยงที่เลิศ ฉันจินตนาการเห็นภาพตัวเองเป็นแกะที่กระโดดโลดเต้นวิ่งอยู่ในทุ่งหญ้าดังที่พรรณนาไว้ด้านบน ฉันวิ่งๆๆ ด้วยความชื่นบานเข้าไปหาผู้เลี้ยงของฉัน ฉันทูลพระองค์ว่าจะเลียนแบบพระองค์ และขอพระองค์ทรงช่วยให้ฉันเป็นเช่นนั้น เป็นผู้ที่ห่วงใยฝูงแกะ ไม่ยอมให้หมาป่ามาขโมยกัดกิน รวมฝูงแกะไว้ในคอกเดียวกัน และต้อนแกะที่หลงให้กลับบ้าน เพราะว่าพระเจ้าทรงห่วงใยลูกแกะเหล่านั้น
ฉันขอย้อนกลับมาเรื่องเดิมนะคะ ตกเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน ก็พบว่าในใจไม่มีสันติสุขเลย นมัสการก็แล้ว อ่านพระคัมภีร์ก็แล้ว อธิษฐานก็แล้ว ก็ยังนำสันติสุขคืนมาไม่ได้ ชีวิตรันทดมากเลยเมื่อขาดสันติสุข ฉันจึงต้องสงบจิตใจไม่ทำอะไรทั้งนั้น นั่งนิ่งๆ รอฟังเสียงพระเจ้าตรัส รอคอยพระองค์…คร่อก ฟี้ หลับไปเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว รู้แต่ว่าใช้เวลานิ่งไปนานมาก และสันติสุขกลับคืนมา
เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก รับอรุณรุ่งของอีกวัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ประดิพัทธ์ กทม. แต่ก็มีไก่ขันนะคะ “มนต์รักประดิพัทธ์” ยังสามารถมองเห็นวิถีธรรมชาติ ยังได้ยินเสียงกบเขียด อึ่งอ่างในยามฝนตก ได้ยินเสียงนกทุกเช้าเย็น…ฉันตื่นมาด้วยอาการเพลียเล็กน้อย เนื่องจากนอนไม่พอ จึงต้องรีบทูลขอให้พระเจ้าเสริมกำลัง และขอคำตอบจากพระองค์ ขอการหนุนจิตชูใจในเรื่องงาน ขอสันติสุขในการทำงาน
ระหว่างเดินทางมาที่ทำงานได้มีโอกาสคุยกับพี่ไก่ ซึ่งมีประสบการณ์ในการก้าวข้ามจากการทำงานในโลกธุรกิจไปสู่การทำงานในฐานะผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา พี่ไก่กรุณาเล่าประวัติตั้งแต่โบราณมาให้ฟัง และเราก็สรรเสริญพระเจ้าในพระคุณที่ทรงมีต่อพี่ไก่อย่างไม่สิ้นสุด มีคำพูดหนึ่งของพี่ไก่แตะใจฉันมาก คือ “ยอมทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ” ยอมแม้ว่าจะต้องฝืนใจตัวเอง และแล้วเหตุการณ์ ณ ลานมูลวัวมูลควายเมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในความนึกคิด บทเพลง “ข้ายอมทุกสิ่ง” ก็ลอยเข้ามา บทเรียนเรื่องการรอคอยก็แจ่มชัดขึ้นอีกครั้งในมโนนึก พระคัมภีร์หลายข้อไหลเข้ามาในจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนนั้น ที่เกทเสมนี ก่อนที่พระเยซูจะถูกอายัด ทรงอธิษฐานด้วยใจเป็นทุกข์แทบตายถึง 3 ครั้งด้วยกัน
[มธ.26:38-44] 38จึงตรัสกับเขาว่า "ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด" 39แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า "โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์" 40จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น เห็นเขานอนหลับอยู่ และตรัสกับเปโตรว่า "เป็นอย่างไรนะ ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ 41ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง" 42พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า "ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์" 43ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงเห็นสาวกนอนหลับอยู่ เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น 44จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สาม เหมือนคราวก่อนๆ อีก
และในที่สุดพระเยซูทรงยอมทุกประการ ทรงเสด็จมาเพื่อกระทำตามน้ำพระทัยพระบิดา [กท.1:4] พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย ตามน้ำพระทัยพระบิดาเจ้าของเรา
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรที่รักยิ่งของพระบิดา พระองค์ยังทรงทำทุกอย่างตามชอบพระทัยพระบิดา แล้วฉันเป็นใครเล่า ฉันก็เป็นลูกสาวคนหนึ่งของพระบิดา เหตุไฉนฉันจึงจะละเลยไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้ [ฮบ.10:7] แล้วข้าพระองค์ทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มาแล้วพระเจ้าข้า จะกระทำตามน้ำพระทัยพระองค์"
พี่ไก่หนุนใจเพิ่มเติมว่า เมื่อเราผ่านบททดสอบในการอดทนทำสิ่งที่ไม่อยากทำได้แล้ว เมื่อเราสามารถฝืนใจ ทิ้งเนื้อหนังได้แล้ว พระวิญญาณก็จะช่วยให้เรามีสันติสุข และพระเจ้าจะใช้เรามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งจะทรงประทานความสำเร็จให้กับเราด้วย [ฮบ.10:36] ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีความอดทน เพื่อว่าท่านจะได้สามารถกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ แล้วท่านจะได้รับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้นั้น
ในเรื่องของการรับใช้นั้น มีอะไรหลายๆ อย่างรอฉันอยู่ มีความยากอีกหลายประการที่ต้องพบเจอ มีปัญหาอีกสารพัดที่ต้องฟันฝ่า แม้เราจะมองเห็นดินแดนแห่งพันธสัญญาที่ปลายทางข้างหน้า ทว่า เราก็ต้องข้ามผ่านถิ่นทุรกันดารไปก่อน [ยก.5:7] เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงอดทนจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา จงดูชาวนารอคอยผลอันล้ำค่าที่จะได้จากแผ่นดิน เพียรคอยจนกระทั่งมีฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู ดังนั้น ในวันนี้ฉันจึงต้องฝึกฝน เรียนรู้ รอคอย เพื่อให้แข็งแกร่ง ก้าวผ่านถิ่นทุรกันดารไปได้อย่างงดงาม [สดด.38:15] ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ คือพระองค์ผู้ที่จะตรัสตอบข้าพระองค์
ฮาเลลูยา!

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไม่กลัวข่าวร้าย

วันที่ 16/12/2008
บทความมานาประจำวัน วันนี้หนุนใจฉันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อพระคัมภีร์ซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกขึ้นมา [สดด.112:7] เขาไม่กลัวข่าวร้าย จิตใจของเขายึดแน่น วางใจในพระเจ้า…พระเจ้าที่รัก การดำเนินชีวิตบนโลกนี้คงหลีกหนีไม่พ้นข่าวร้าย ทว่า ในเหตุการณ์เลวร้ายที่อยู่รายล้อม สิ่งเลวร้ายที่เราเห็น ข่าวร้ายที่เราได้ยิน จะไม่สามารถพรากสันติสุขไปจากชีวิตของผู้เชื่อได้เลย หากจิตใจของเขายึดแน่น วางใจในพระเจ้า และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็จะผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลัง [ฟป.4:13] ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
เมี่อมาถึงที่ทำงาน ฉันก็ได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับชิ้นงานหนึ่งที่ทำ “โอ้ พระเจ้า ลูกไม่ชอบข่าวร้ายเลย ลูกทำงานอย่างเต็มที่ ปรนนิบัตินายด้วยใจชื่นบาน เหมือนปฏิบัติต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ลูกทำงานเพื่อถวายเกียรติพระองค์ แต่ทำไมผลลัพธ์ของสิ่งนั้นคือข่าวร้าย คือการเข้าใจผิด คือการสูญเสียชื่อเสียงล่ะ” ฉับพลันพระคัมภีร์ สดด.112:7 ซึ่งฉันใคร่ครวญเมื่อเช้านี้ ก็สว่างขึ้นมาในความคิด ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงทันเวลาเสมอ หากไม่มีพระคำของพระองค์ ฉันก็คงจะพินาศ [สดด.16:8] ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว…ฉันสูญเสียชื่อเสียงเพียงเล็กน้อย แต่ผู้เขียนมานาประจำวันฉบับวันนี้ต้องสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รัก เขาจะเจ็บปวดสักปานใด ช่างเป็นข่าวร้ายที่รุนแรงเสียจริง ทว่า ท่านนั้นก็ยังยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ โดยไม่หวั่นไหว [สดด.62:2] พระองค์เท่านั้นทรงเป็นศิลา และเป็นความรอดของข้าพเจ้า เป็นป้อมปราการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวใหญ่โต…ท่านรับใช้พระเจ้าต่อไปด้วยใจยำเกรงและขอบพระคุณเสมอ [ฮบ.12:28] เหตุฉะนั้นครั้นเราได้แผ่นดินที่ไม่หวั่นไหวมาแล้ว ก็ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า เพื่อเราจะได้ปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง
เมื่อกลับไปตรึกตรอง สดด.112 อีกครั้งหนึ่งทั้งหมด ก็พบว่าหนุนใจมากจริงๆ
สดด.112 : 1จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด คนที่เกรงกลัวพระเจ้าก็เป็นสุข คือผู้ปีติยินดีเป็นอันมากในพระบัญญัติของพระองค์ 2เชื้อสายของเขาจะทรงอานุภาพในแผ่นดิน พวกคนเที่ยงธรรมจะรับพระพร 3ทรัพย์ศฤงคารและความมั่งคั่งมีอยู่ในเรือนของเขา และความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์ 4ความสว่างจะโผล่ขึ้นมาในความมืดให้คนเที่ยงธรรม พระองค์ทรงมีพระคุณ ทรงพระกรุณาและทรงชอบธรรม 5คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินการของเขาด้วยความยุติธรรม 6เพราะคนชอบธรรมจะไม่ถดถอย คนจะระลึกถึงเขาอยู่เป็นนิตย์ 7เขาไม่กลัวข่าวร้าย จิตใจของเขายึดแน่น วางใจในพระเจ้า 8จิตใจของเขาแน่วแน่ เขาจะไม่กลัว จนกว่าจะเห็นความประสงค์ต่อศัตรูของเขาสำเร็จ 9เขาแจกจ่าย เขาได้ให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงเป็นนิตย์ ศักดิ์ของเขาจะได้รับเกียรติ 10คนอธรรมเห็นเข้าก็โกรธ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วละลายไป ความปรารถนาของคนอธรรมนั้นศูนย์เปล่า
ดังนี้แล้ว ผู้เชื่อในพระคริสต์จึงไม่เกรงกลัวข่าวร้าย แต่กลับตรงกันข้าม ผู้เชื่อเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่นำ “ข่าวดี” ป่าวประกาศออกไปในชุมชนใกล้ไกล จนสุดปลายแผ่นดินโลก…ช่วงเวลานี้จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ผู้เชื่อจะได้ระลึกถึงองค์พระเยซูคริสต์มากยิ่งกว่าเดิม พระเยซูผู้ทรงเป็นแสงสว่างเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มืดมิด ผู้ทรงเป็นข่าวดีในชีวิตของเรา

เชิญสาธุการพระเยซู

[O come let us adore Him]
วันที่ 14/12/2008
หัวข้อเทศนาโดย ศบ.เล็ก ของเราในวันนี้ ประทับใจฉันสุดๆ ฉันชอบคำนี้มากๆ เลย “เชิญสาธุการพระเยซู” ลองจินตนาการดูสิคะ เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้า เมื่อเราถวายสาธุการแด่พระองค์ เมื่อเราได้พบพระพักตร์ของพระองค์หน้าต่อหน้า หัวใจเราคงเต้นโลด มือไม้คงสั่นด้วยเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่ไหว น้ำตาคงไหลอาบแก้มด้วยซาบซึ้งใจ เราคงก้มกราบที่แทบพระบาทพระองค์ด้วยความยินดี และคงจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของพระองค์…มีอะไรอีกนะ ที่เราปรารถนาจะทำ เมื่อเราพบพระองค์บนสวรรคสถาน
หลักใหญ่ใจความของบทเทศนาวันนี้เน้นไปที่การเข้าเฝ้าพระเจ้านั่นเอง ทุกครั้งที่เราเข้าเฝ้าพระเจ้า เราจะไม่เข้าเฝ้าแบบมือเปล่า แต่เราจะเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยหัวใจ
1. เข้าเฝ้าด้วยใจแสวงหา [seeking]
2. เข้าเฝ้าด้วยใจเชื่อ [believing]
3. เข้าเฝ้าด้วยใจถวาย [giving]
4. เข้าเฝ้าด้วยใจยินยอม [surrendering]
เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเชิญชวนชาวโลกให้เข้ามาสาธุการพระเยซูร่วมกับเรา บ่ายวันนี้มีการแยกทีม Caroling ออกเป็น 2 ทีม คือ โรงพยาบาลจุฬา โดยพยาบาลแอ๊ด และ ชุมชนสระแก้ว โดยพี่ตุ๊กตา
ณ ชุมชนสระแก้ว เราแบ่งทีม Caroling ออกเป็น 3 ทีม โดยมีพี่น้องส่วนหนึ่งนำกิจกรรมและดูแลเด็กๆ อยู่บริเวณสระน้ำสีเขียวสดของชุมชน น้ำในสระเป็นสีเขียว ช่างเหมาะเจาะสำหรับเทศกาลคริสตมาสอะไรเช่นนี้


ทีมที่ฉันไปด้วยนั้น นำโดย ศบ.เล็ก และมีพี่อิ๋วเป็นมือกีตาร์ หิ้ว Takamine เดินตามด้วยหัวใจเริงร่า ศบ.เล็ก นำพาเราทุกคนออกไปด้วยรอยยิ้ม เรานำพาสันติสุขไปยังชุมชน เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหลายครัวเรือน มีการวางมืออธิษฐาน มีการหนุนใจ นำเสียงเพลงแห่งฑูตสวรรค์เปล่งเสียงประสานออกไป เสียงเพลงกังวานก้องเหนือย่านฟ้าอากาศของชุมชนสระแก้ว พระเจ้าของเราสถิตอยู่ด้วย
เมื่อกลับมาแล้ว ก็พบว่าเด็กๆ กำลังเล่นเกมส์กันอยู่ จากนั้นจึงมีการแจกอาหารเป็นแฮมเบอเกอร์ไส้ต่างๆ พร้อมน้ำดื่ม แล้วจึงได้แบ่งเด็กๆ ออกเป็นกลุ่ม ให้พี่ๆ ดูแล หนุนใจ และร่วมใจกันอธิษฐาน ตบท้ายด้วยการแจกของขวัญคริสตมาส ก่อนจากลาด้วยความชื่นชมยินดี และความรักเปี่ยมล้นหัวใจ
ในกลุ่มที่ฉันนำเด็กอธิษฐาน ฉันถามเด็กๆ ว่า ต้องการให้ฉันอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าเพื่อน้องแต่ละคนในเรื่องใดบ้าง น้องบางคนก็ตอบไม่ได้ ส่งยิ้มฟันหลอเลย แต่หลายคนบอกว่า “ขอให้มีความสุข” บ้างก็ว่า “ขอให้เรียนเก่ง” แต่มีน้องทอย เด็กชายจอมซนคนหนึ่ง ทำให้ฉันประทับใจเป็นพิเศษ ในช่วงแรกนั้น ทอยไม่อยู่กับที่เลย เดี๋ยวลุก เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวเดิน และบางครั้งก็หันไปแกล้งเพื่อน แย่งของเพื่อน แต่น้องทอยกลับบอกฉันว่า “อธิษฐานขอการยกโทษให้กับทอย” เมื่อถามต่อเพื่อค้นว่าเพราะอะไรทอยจึงต้องการให้อธิษฐานแบบนั้น ทอยตอบว่า “เพราะว่าทอยดื้อ ทอยชอบแกล้งเพื่อน” อ้าว! ทำผิดแบบรู้ตัวนี่นา ฉันจึงซักไซร้ไล่เลียงอีก เมื่อรู้ว่าไม่ดีแล้วทำไมยังทำอีก คำตอบของทอยทำให้ฉันสะท้านใจมาก ทอยตอบว่า “อยูที่บ้าน ทอยโดนแม่ตี เมื่ออยู่นอกบ้านทอยจึงแกล้งเพื่อน” เมื่อถามสาเหตุว่าทำไมจึงโดนแม่ตี ทอยให้เหตุผลว่า ที่บ้านนั้นพี่มักจะได้ของจากแม่ก่อนเสมอ เมื่อทอยอยากได้บ้างจึงมีเรื่องทะเลาะกับพี่ และเมื่อใดที่ทะเลาะกัน แม่ก็จะตีทอยเสมอ…โอ พระบิดาที่รัก พระองค์ทรงมองลงมาเห็นหัวใจของเด็กน้อยผู้นี้ หัวใจเขาบอบบางอ่อนไหว เขาต้องการความรัก ซึ่งที่บ้านเป็นแหล่งความรักสำคัญสำหรับทุกคน แต่เมื่อไม่ได้รับความรักอย่างถูกต้องและเต็มที่ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมของเด็ก และจะเป็นสิ่งกำหนดอนาคตของเขาเลยทีเดียว สำหรับครอบครัวของทอยเราไม่ทราบพื้นฐานของครอบครัวนี้ และทอยอาจจะผิดจริงก็ได้ คุณแม่จึงตี แต่เด็กกลับรู้สึกเก็บกดจนต้องมาระบายกับเพื่อน ฉันคิดว่าผู้ใหญ่นั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ ครอบครัวที่อบอุ่นและแข็งแกร่งด้วยความรักเป็นรากฐานสำคัญของเด็กจริงๆ [สภษ.22:6] จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น ….ในคริสตจักรของเราก็เช่นกัน คริสตจักรเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยมวลสมาชิกจำนวนมาก บ้างก็เป็นพ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง บ้างก็มีหลายบทบาทในตัวเอง ซึ่งเมื่อทุกคนแสดงบทบาทของตนอย่างเต็มกำลัง ช่วยกันเอาใจใส่ดูแลเด็ก (ทั้งเด็กฝ่ายร่างกาย และเด็กฝ่ายวิญญาณ) เด็กๆ เหล่านั้นก็จะกลายเป็นคริสเตียนคุณภาพ ฉายแสงแห่งความรักออกไปได้อย่างเต็มกำลัง และแน่นอนว่า จะเป็นเหตุให้คนอีกจำนวนมากภายนอกคริสตจักรของเรา สรรเสริญพระเจ้า สาธุการพระเยซู

ความรักของพ่อ

วันที่ 13/12/2008
ฉิว ฉิว ฉิว รถของเราแล่นฉิวโดยไม่ติดขัด จากกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ สู่แม่กลอง เพื่อไปร่วมงาน “เทศกาลกินปลาทู” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 12-21/12/2008 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม พี่ชูชีพนำทีมเราไป เป็นทั้งทัวร์ไกด์ เป็นทั้งคนขับรถกิติมศักดิ์ เป็นทั้งคนจ่ายเงินค่าอาหารกลางวัน และเป็นคนที่ทอดปลาทูให้เรานำกลับบ้านอีกต่างหาก ขอพระเจ้าทรงโปรดอวยพรผู้ให้ด้วยใจกว้างขวางเช่นนี้ เป็นร้อยเท่าทวีคูณ
ระหว่างทางเราแวะเอาหนังสือไปให้น้องลูกหมู เด็กหญิงอายุประมาณ 8 ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณพ่อเพียงลำพัง เนื่องจากคุณแม่แยกทางออกไป สองพ่อลูกนี้รู้จักกับพี่ชูชีพมาได้ระยะหนึ่งแล้ว คุณพ่อรักและเอาใจใส่ลูกมาก ทุกเช้าเมื่อลูกอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็จะนั่งถักเปียให้ลูก ก่อนส่งลูกไปโรงเรียน คุณพ่อเป็นคนทำกับข้าวให้ลูกทาน คุณพ่อสอนการบ้าน คุณพ่อให้ลูกนอนบนเตียง ส่วนตนเองนอนกับพื้นด้านล่าง คุณพ่อซักผ้าให้ลูก และให้ลูกช่วยตาก ด้วยปรารถนาให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ฉันฟังเรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้แล้ว ก็ให้ซาบซึ้งยิ่งนัก ขอพระเจ้าอวยพรทั้งสองคนพ่อลูก ให้รู้จักพ่อผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาบนสวรรค์ของเรา
เมื่อไปถึงบ้านพี่ชูชีพ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับศาลากลางจังหวัด ก็มีโทรศัพท์เข้ามาว่า พี่ชายของพี่ชูชีพ ซึ่งอายุ 50 ปีแล้ว เป็นลมชัก โดยมีคนนำส่งโรงพยาบาลใกล้สถานที่เกิดเหตุ พี่ชายคนนี้มีอาชีพขับรถรับจ้าง และส่งของให้กับลูกค้า มีความรับผิดชอบมาก เป็นคนที่สุขภาพไม่แข็งแรง ทางครอบครัวอยากให้อยู่บ้าน หรือทำงานอยู่ที่บ้านมากกว่า แต่พี่ชายไม่ยอม เพราะไม่อยากงอมืองอเท้า แม้ว่าจะต้องเป็นลมหมดสติ หรือเป็นลมชักแบบนี้เป็นประจำก็ตาม เมื่อได้ทราบข่าวว่าลูกชายป่วย คุณพ่อซึ่งอายุ 90 ปีแล้ว ก็รีบลุกออกไปทันที ทั้งๆ ที่กำลังจะทานอาหารกลางวัน ใครห้ามก็ไม่ฟัง และแม้จะมีคนบอกว่า เขาฟื้นแล้ว เดี๋ยวหมอก็ให้กลับบ้าน คุณพ่อก็ไม่ยอมฟัง ยังไงก็ต้องขอไปดูลูกชายให้ได้ด้วยตนเอง และจะพาลูกชายกลับบ้าน ฉันซาบซึ้งในความรักของพ่อมาก คนที่เป็นพ่อคงรู้ดีว่ารักลูกของตนเพียงใด พ่อยอมหิว เดินตากแดดออกไปหาลูกชาย บางครั้งก็ต้องแอบตามลูกชายไป เวลาที่ลูกชายออกไปข้างนอก เพราะเป็นห่วงกลัวลูกชายจะเป็นลมหมดสติ เมื่อพ่อบนโลกยังรักลูกเช่นนี้แล้ว พ่อบนสวรรค์ของเราล่ะ จะรักเรายิ่งมากเพียงใด เราคงพรรณนาความรักของพระองค์ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น
[สภษ.4:3] เมื่อเราเป็นลูกอยู่กับพ่อของเรา เป็นแก้วตาของแม่เรา ดูน่ารักอ่อนโยน
“พระบิดาบนสวรรค์ เรารักพระองค์ เรายกพระนามพระองค์บูชา”

ฉันไม่เคยกินปลาทูมากขนาดนี้มาก่อนเลย อาหารบนโต๊ะของเราเต็มไปด้วยอาหารหลากชนิดซึ่งทำจากปลาทู และฉันเพิ่งรู้ว่าปลาทูนั้นนำมาปรุงอาหารได้มากมายกว่าที่ฉันคิด เพราะนอกจากจะมีน้ำพริกปลาทู ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู อาหารพื้นบ้านที่ฉันกินประจำแล้ว ยังมี ปลาทูย่าง ห่อหมกปลาทู ปลาทูราดพริก ปลาทูต้มมะดัน ยำปลาทู แกงส้มปลาทู ปลาทูชุบแป้งทอด ส้มตำปลาทู ปลาทูต้มส้ม ปลาทูฉู่ฉี่ ปลาทูต้มหวาน ทอดมันปลาทู แกงเขียวหวานปลาทู ลาบปลาทู ปลาทูนึ่งมะนาว ปลาทูนึ่งทอดกรอบ ปลาทูต้มมะระยัดไส้ ปลาทูผัดขิง ฯลฯ วู้…เยอะจัง พิมพ์จนเมื่อยแล้ว เอาเป็นว่ามีสารพัดปลาทูให้เลือกทาน ทั้งยังมีคุกกี้ปลาทู และเบอร์เกอร์ปลาทูให้ทานอีก แหม่! จะมีสเต็กปลาทู เค้กปลาทู พิซซ่าปลาทู บ้างหรือเปล่าเนี่ย
ปลาทูเค้ามากมายจริงๆ จับกินเท่าไรก็ไม่หมด เพราะพ่อบนสวรรค์เสกสร้างมา
[ปฐก.1:26] แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน"

จงขอแล้วจะได้…พ่อจัดเตรียมไว้ให้แล้ว

วันที่ 10/12/2008
ช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร เมื่อพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา ทันทีที่เริ่มต้นอธิษฐานด้วยความเชื่อ เราก็จะรอคอยด้วยใจจดจ่อ ด้วยความหวัง ด้วยสันติสุข แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอธิษฐานด้วยความสงสัย เราก็จะกระวนกระวาย ขาดสันติสุข ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้เกี่ยวกับการทูลขอและความเชื่อหลายครั้งด้วยกัน เมื่อขอก็ต้องเชื่อว่าจะได้ จงขอเถอะแล้วจะได้ พระบิดาบนสวรรค์ของเราทรงมั่งคั่งและพร้อมบริบูรณ์ยิ่งนัก [ยก.4:2ข-3] … ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน…ฉันได้เรียนรู้ว่า เมื่อใดที่ขอด้วยความเชื่อ ขอตามน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ก็ทรงประทานสิ่งสารพัดให้กับเรา ทรงโปรดให้เราเป็นบุตรของพระองค์ซึ่งมีสิทธิ์รับมรดกร่วมกันในองค์พระเยซูคริสต์
[มก.11:24] เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น
เมื่อคริสเตียนดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ เขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม บรรพบุรุษของเราล้วนเป็นผู้ชอบธรรมในความเชื่อ ตั้งแต่อับราฮัมเป็นต้นมาเลยทีเดียว อันว่าความเชื่อนั้นจะนำไปสู่การเชื่อฟัง และการเชื่อฟังนี่แหละที่นำเราทั้งหลายเดินอย่างมั่นคงตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
[ยก.1:5-7] 5ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญาก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ 6แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา 7ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย
เมื่อเราทูลขอต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อ พระองค์ก็จะทรงตอบเรา 3 คำตอบด้วยกัน คือ
1. Yes “ได้เลยลูก” ทูลขอแล้วพระองค์ทรงตอบทันทีตามที่อธิษฐาน
2. Wait “รอก่อนนะลูก” ทูลขอแล้วพระองค์ยังมิทรงตอบทันที แต่จะทรงตอบในเวลาของพระองค์
3. No “ไม่ได้ลูก” ทูลขอแล้วพระองค์ปฏิเสธ แต่พระองค์ทรงมีคำตอบที่ดีกว่าสำหรับเราเสมอ
ฉันมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในเรื่องของการทูลขอหลายต่อหลายครั้ง ฉันมีประสบการณ์ทั้ง Yes, Wait และ No ซึ่งฉันเกิดสันติสุขเสมอ ไม่ว่าคำตอบจากพระองค์จะเป็นเช่นไรก็ตาม
ตลอดการเดินกับพระเยซูที่ผ่านมา บอกได้เลยว่าพระเจ้าทรงพระคุณมากล้นเหลือจริงๆ พระองค์ทรงพร้อมเสมอในการตอบว่า “Yes” และเมื่อนั้นฉันก็ขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์
เมื่อพระองค์ตอบ “Wait” ฉันขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์ อีกทั้งรอคอยด้วยความหวัง รอคอยจนกว่าพระองค์จะประทานคำตอบให้ เพราะว่าพระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่ง ทรงทันเวลาเสมอ ไม่ช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป
เมื่อพระองค์ตอบ “No” ฉันขอบคุณและสรรเสริญพระองค์ ฉันไม่หวั่นไหวใหญ่โต ด้วยรู้แน่ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งทีดีกว่าซึ่งเกินความคาดคิดไว้ให้ฉัน
[มธ.7:7] "จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันมีประสบการณ์ว่าพ่อเตรียมไว้ให้แล้วตามที่ฉันอธิษฐานทูลขอ แต่ฉันไม่รู้ตัว กล่าวคือ เมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ฉันจะย้ายเข้ามาอยู่คอนโดปัจจุบันนั้น ฉันได้ทูลขอพระเจ้าที่จะมีเพื่อนบ้านคริสเตียน เป็นสิ่งที่ฉันปรารถนามากๆ และฉันก็ถวายบ้านนี้ให้กับพระเจ้า ปรารถนาที่จะให้ที่แห่งนี้เป็นพระพรสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มีเยี่ยมเยียน ปรารถนาที่จะให้เป็นนิเวศแห่งการอธิษฐาน นิเวศแห่งการนมัสการ นิเวศแห่งการเรียนรู้พระคำ…พระเจ้าทรงประเสริฐยิ่งนัก มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังเล็กของฉัน เราส่งเสียงนมัสการไปทั่วบ้าน เราอธิษฐานและเรียนรู้พระคำร่วมกัน แต่ว่า ฉันยังไม่มีเพื่อนบ้านคริสเตียนเลย แต่ฉันก็หวังใจว่าคนตรงข้ามห้องฉัน ซึ่งประตูเราชนกันนั้น จะเป็นผู้เชื่อในสักวัน…เมื่อวันที่ 10/12/2008 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุด พี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณและอาจารย์สอนพระคัมภีร์ของฉัน คือ พี่น้อย-ชนัดดา ได้มาที่บ้าน และพี่น้อยได้ชวนพี่เพ็ญ ซึ่งเป็นเลขานุการ คจ.มหาพร ประดิพัทธ์ มาด้วย พี่เพ็ญก็เล่าให้ฟังว่ามีสมาชิกที่โบสถ์ซื้อคอนโดที่นี่ด้วย อยู่ชั้นเดียวกัน ตึกเดียวกัน ฉันฟังแล้วตื่นเต้นมาก แต่เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ห้องไหน จนกระทั่งเราได้ยินเสียงเด็กแว่วๆ เราจึงเดินออกไปดู ก็พบว่าเป็นครอบครัวนั้น เพื่อนบ้านคริสเตียนของฉัน ซึ่งเคยเห็นหน้ากันมานานเป็นปีแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสทักทายทำความรู้จักกัน บ้านนี้อยู่ติดกับฉันเลย เยื้องไปอีกปีกหนึ่ง มีแค่บันไดหนีไฟกั้นแค่นั้นเอง โอ้โห พระเจ้าผู้ดีเลิศ ทรงประทานเพื่อนบ้านคริสเตียนให้ฉันตั้งนานแล้ว แต่ฉันเพิ่งรู้วันนี้เอง ขอบคุณพระเจ้า
[มธ.21:21-22] ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้"
เมื่อเร็วๆ นี้ พี่อิ๋วหัวหยิกมีประสบการณ์ตื่นเต้นในการตอบคำอธิษฐานของพระเจ้าเช่นกัน คือว่า พี่อิ๋วได้ทูลขอกีตาร์ Takamine โดยตั้งใจว่าจะซื้อสิ้นปีนี้ แต่เมื่อพี่อิ๋วได้เงินมาก้อนหนึ่ง ก็เอาไปให้น้องชายซื้อรถยนต์ พี่อิ๋วจึงไม่มีเงินซื้อกีตาร์ แต่พระเจ้าก็ยิ่งใหญ่น่ารัก เฮียแสงชัยสั่งซื้อ Takamine 2 ตัว ไว้ที่โบสถ์ คราวนี้ พี่อิ๋วจึงมี Takamine เล่นเพลงนมัสการพระเจ้าแล้วโดยไม่ต้องซื้อเอง แต่โดยพระทัยเมตตาของพระเจ้า…ฮาเลลูยา
[มธ.17:20]… ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย"
วันนี้ แต่ละท่านทูลขอสิ่งใดกันอยู่คะ? [รม.15:13] ขอพระเจ้าแห่งความหวังทรงโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์
AMEN!

สนามรบในความคิด

สนามรบในความคิด
วันที่ 11/12/2008
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ต่อสู้ทางความคิดอย่างมาก หรือเป็นเพราะว่ากำลังอ่านหนังสือเรื่อง “สนามรบในความคิด” อยู่ จริงสิ เป็นไปได้ เพราะอ่านหนังสือทีไร ก็จะมีการเรียนรู้ใหม่ๆ เข้ามาทุกครั้ง หนังสือที่กำลังอ่านนี้ก็เหมือนกัน เป็นวรรณกรรมคริสเตียนชิ้นหนึ่ง แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากทางความคิด Wow! หากจะกล่าวถึงหนังสือมหัศจรรย์ที่ขายดีตลอดกาลอย่างพระคัมภีร์ล่ะ แน่ทีเดียวว่าเป็นข่าวดีที่ประกาศออกไปอย่างไม่รู้จบ ไปจนสุดปลายแผ่นดินโลกนั่นเลย
ช่วงนี้เกิดความรู้สึกไม่อยากทำงานซะอย่างงั้น งานก็ดี เงินก็ดี นายก็ดี จะมีที่ไหน ถ้าพระเจ้าไม่ให้ แต่ฉันกลับรู้สึกไม่อยากทำงานน่ะ แง แง แง! ใครก็ได้ช่วยที ไม่ได้ขี้เกียจนะ ไม่ได้เบื่องานด้วย แต่ไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว (อยากออกไปทำที่…)
ถึงแม้ว่าเหตุผลในการไม่อยากทำงานของฉันจะดีขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ควรจะเป็นความรู้สึกที่ว่าไม่อยากทำงาน ฉันเร่าร้อน กระสับกระส่าย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฉันขาดสันติสุข แม้ฉันจะบอกกับพระเจ้าไว้ว่า “ฉันยินดีไปในทุกที่ซึ่งพระองค์ให้ไป ทำทุกอย่างที่พระองค์ให้ทำ เป็นทุกอย่างที่พระองค์ให้เป็น” ถ้าพระองค์จะทรงเรียกฉันให้ออกไปทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ สิ่งนั้นย่อมทำให้ฉันมีสันติสุข ไม่ว่าจะอยู่หรือไปก็ตาม… โอ้ พระเจ้า ลูกไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลย มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เมื่อวานก็มีความรู้สึกนี้ แต่เมื่อเข้าเฝ้าพระองค์แล้วก็ดีขึ้น แต่พอมาถึงที่ทำงานวันนี้ อาการไม่อยากทำงานก็กลับมาอีก “พระองค์เจ้าข้า หากพระเจ้าประสงค์ให้อยู่ต่อเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ พระองค์ก็จะทรงประทานสันติสุขให้ หากพระองค์ประสงค์ให้ไป ประตูสำหรับที่ใหม่ก็จะเปิดกว้าง ลูกจะไปอย่างมีสันติสุข และเมื่อพระองค์ประสงค์ให้ไป ใครก็จะขวางลูกไม่ได้” จากนั้นฉันก็ต้องอธิษฐานอีกครั้ง ขอชัยชนะในสนามรบแห่งความคิดครั้งนี้
“ข้าแต่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง กษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ พระเจ้าผู้เข้มแข็งและทรงอานุภาพ จอมโยธาผู้พิชิตแห่งมหาสงครามทั้งปวง พระองค์เจ้าข้า บรรดาศัตรูได้ตั้งค่ายสู้ข้าพระองค์ ขอทรงช่วยกู้จิตวิญญาณของข้าพระองค์ให้ปลอดภัยจากสงครามที่ข้าพระองค์ต่อสู้อยู่ พระองค์เจ้าข้า โดยพระนามอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะไม่กลัว แม้ข้าพระองค์จะได้รับภัยสงคราม ข้าพระองค์ยังไว้ใจได้อยู่ สงครามนั้นเป็นของพระองค์ แต่พระองค์จะทรงฝึกมือของข้าพระองค์ให้ทำสงคราม พระองค์จะมิให้ศัตรูของข้าพระองค์เปรมปรีดิ์เยาะเย้ยข้าพระองค์ พระองค์จะมิทอดทิ้งให้ข้าพระองค์ล้มลง พระองค์จะมิทรงให้ข้าพระองค์อยู่ในความมืด พระองค์จะทำให้แขนของข้าพระองค์สามารถโก่งคันธนูทองสัมฤทธิ์ได้ ทั้งพระองค์ยังทรงเอากำลังคาดเอวข้าพระองค์ไว้เพื่อทำสงคราม พระองค์ทรงกระทำให้พวกปัจจามิตรสยบลงอย่างราบคาบ พระองค์ทรงให้สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์ทรงหักคันธนูและฟันหอกเสีย พระองค์ทรงเผารถรบเสียด้วยไฟ…พระองค์เจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ พิชิตสนามรบในความคิด และมีชัยชนะในสนามรบทั้งปวง” อธิษฐานทูลขอด้วยใจโมทนา ในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า …เอเมน
แล้วสันติสุขของพระองค์ก็กลับคืนมา ฉันชัดเจนว่าพระองค์มีพระประสงค์ให้ฉันออกไป แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ “ยังไม่ถึงเวลาต้องไปนะลูก” หากสิ่งใดที่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาติ แต่เราขัดน้ำพระทัย ทำไปก็จะเหนื่อยเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ แต่เมื่อเราที่เราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงประทานความสำเร็จให้…ข้าแต่พระเจ้า พระบิดาที่รักของลูก ลูกรักพระองค์ เชื่อและไว้วางใจพระองค์ ลูกน้อมรับบัญชาจากพระองค์ ลูกจดจ่ออยู่ที่พระคำของพระองค์ [สดด.119:15] ข้าพระองค์จะภาวนาข้อบังคับของพระองค์ และจับตาของข้าพระองค์อยู่ที่วิถีทั้งหลายของพระองค์ ลูกจะภาวนา ใคร่ครวญพระคำของพระองค์ และไม่ละสายตาไปจากความงามของพระองค์ [ฟป.4:8] ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู
-------------------------------------------------------------------
ปล. แนะนำหนังสือ:
หนังสือ : สนามรบในความคิด วิธีเอาชนะสงครามในความคิด
สำนักพิมพ์: เฟื่องฟ้าการพิมพ์
ผู้แต่ง : จอยซ์ ไมเออร์
ผู้แปล/เรียบเรียง : ประพันธ์ หน่อราช
ราคา: 150 บาท
“สงครามกำลังเกิดขึ้นบนสนามรบในความคิดของคุณ แต่ข่าวดีคือ พระเจ้าทรงทำการรบอยู่ฝ่ายคุณ”

ฉันจะไม่เหน็ดเหนื่อย

วันที่ 9/12/2008
[มธ.11:28] บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข
ดูเหมือนช่วงนี้ฉันต้องต่อสู้กับวิญญาณที่ผูกมัดความคิดค่อนข้างมาก ความคิดฉันผิดเพี้ยนไปจากทางของพระเจ้า ฉันเกิดความคิดที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ขึ้นมาซะดื้อๆ ฉันรู้สึกว่าเมื่อฉันเดินกับพระเจ้าแล้วฉันเหนื่อย และฉันลังเลใจในการยอมรับของประทานบางประการจากพระเจ้า ฉันไม่แน่ใจว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือหยุดอยู่กับที่ดี ฉันแบ่งปันสิ่งนี้ให้พี่อิ๋วทราบ พี่อิ๋วก็อัดฉันล็อตใหญ่ เคี่ยวเข็ญจนฉันกลับใจ สารภาพบาปผิด ปฏิเสธความคิดจอมปลอมทั้งปวง บอกพระเจ้าว่าฉันอาจจะเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน เหน็ดเหนื่อยกับคน เหน็ดเหนื่อยกับหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ฉันจะไม่เหน็ดเหนื่อยเมื่อเดินกับพระองค์ ฉันขอกำลังจากพระองค์ ขอการเจิมที่สดใหม่จากพระองค์ “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ [ฟป.4:6]
พระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงทุกประการ ไม่เคยล้มเหลวแม้แต่สักคำเดียว ถึงฉันจะผ่านโลกมาแค่สามสิบกว่าปี และตัดสินใจเดินตามพระเยซูมาเพียงแค่ 8 ปี แต่ฉันกลับเห็นความดี ความรักมั่นคง และความสัตย์ซื่ออันล้นเหลือของพระองค์ ซึ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่หมุนผ่าน แล้วไฉนฉันกลับรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทำราวกับว่าพระองค์มุสา ทำราวกับว่าพระองค์สิ้นพระชนม์จากฉันไปแล้วฉะนั้น…มารพยายามทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อจะสร้างป้อมขึ้นภายในความคิดของฉัน มันทำโดยใช้ยุทธวิธีและการล่อลวงที่แยบยลต่างๆ ซึ่งฉันต้องทำลายป้อมของมัน
[2คร.10:4-5] เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์
“พระองค์เจ้าข้า ลูกขอรับแอกของพระองค์แบกไว้ แล้วเรียนรู้ทุกอย่างจากพระองค์ ลูกรู้ว่าหากลูกออกนอกลู่นอกทาง ลูกก็จะเหน็ดเหนื่อยและแอกของลูกก็จะหนัก ซึ่งลูกรับไม่ไหวแน่นอน พระองค์เจ้าข้า ลูกขอบพระคุณที่พระองค์ทรงประทานพระคุณความรักมากกมายแก่ลูก และไม่มีสิ่งใดแยกความรักของพระองค์ออกจากชีวิตของลูกได้ เมื่อลูกรับแอกของพระองค์แบกไว้ เมื่อลูกเรียนรู้จากพระองค์ทุกประการ ลูกจะไม่เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป แอกของลูกก็พอเหมาะ ภาระของลูกก็เบา…ฮาเลลูยา สรรเสริญพระองค์”
[มธ.11:29-30] จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา"