Custom Search By Google

Custom Search

ฟีลิปปี 4:13
ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

Philippians 4:13
I can do all things in him that strengtheneth me.

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ออกรถและออกรส…และขอบพระคุณ

ออกรถและออกรส…และขอบพระคุณ
วันที่ 22/01/2010
ออกรถแล้วจ้า!!!
อะอ้า แต่ออกรถจักรยานนะ สองล้อขี่เพลินไล่ตามตะวันยามเช้ายามเย็น สดชื่นหลาย เพื่อนก็แซวว่า นี่ขนาดมันออกรถจักรยาน มันยังกระดี้กระด้าขนาดนี้ ถ้ามันออกรถเก๋ง มันจะกระดี้กระด้าขนาดไหนเนี่ย?...คือว่า อันนี้ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนะคะ แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะออกรถอะไร ชีวิตของฉันก็ออกรส มีความชื่นชมยินดีและขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอแหละ
“ขอเชิญองค์ผู้เป็นต้นกำเนิดของพระพรทุกอย่าง ปรับหัวใจของข้าพระองค์ให้ขับขานพระคุณของพระองค์ กระแสความเมตตาที่ไม่เคยหยุดยั้ง เรียกร้องบทเพลงแห่งการสรรเสริญที่ก้องกังวานที่สุด” (โรเบิร์ต โรบินสัน)
ชีวิตที่เกิดมาของเราซึ่งดำรงอยู่จนทุกวันนี้นั้น ก็เป็นเหตุให้เราสรรเสริญ ขอบพระคุณพระเจ้า และทุกสิ่งที่เรามี เราก็ได้ลิ้มรสความสุข และขอบพระคุณพระเจ้าอีกเช่นกัน ฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเจอะเจอเรื่องเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเจอะเจอเรื่องที่ดูแสนธรรมดาหรือสุดแสนมหัศจรรย์ก็ตาม ชีวิตเราก็มีสีสัน ออกรสแห่งความสุข และขอบพระคุณพระเจ้าได้เสมอ

ในเว็บไซต์ www.gracezone.org เขียน 12 บทกลอน แห่งการขอบพระคุณไว้อย่างน่ารักว่า
...........1............
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับนาฬิกาปลุก ทำให้ฉันต้องลุกขึ้นตื่นแต่เช้า
เพื่อเตรียมตัวไปทำงานทั้งหนักเบา เพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงนำ
............2.............
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเปลือกตา ที่เปิดได้ยากกว่าสิ่งไหนๆ
โดยเฉพาะตอนเช้าๆยิ่งหนักใจ แต่ถ้าปิดตลอดไปคงไม่ดี
............3............
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับแปรงสีฟัน ใช้ทุกวันมีฟันสวยสดใส
ขอบคุณที่แปรงฟันใช้ไม่ยากไป ง่วงขนาดไหน ยังใช้ได้ถูกวิธี
............4...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการอาบน้ำ แสนชุ่มฉ่ำร่างกายกระฉับกระเฉง
สระผม ฟอกสบู่พร้อมร้องเพลง จิตวิญญาณก็ครื้นเครงมีกำลัง
.............5...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสื้อผ้า แม้ไม่มากเหลือคณาให้เลือกสรร
แต่มีใส่ทุกวันได้ไม่ซ้ำกัน คนนับพันยังต้องขอรอจากเรา
............6...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับรถติดๆ ได้หยุดคิดวันนี้พร้อมแค่ไหน
ได้สังเกตสิ่งรอบข้างก่อนผ่านไป ทนไม่ไหวลงเดินได้ร่างกายแข็งแรง
............7...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการงาน ทำให้ทุกวันมีความหมาย
คนไม่มีงานทำตั้งมากมาย จะลำบากหรือสบายตั้งใจทำ
............8...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับข้าวร้านเก่า กินแล้วกินเล่าจนแม่ค้าจำหน้าได้
อาหารเดิมๆ เลยไม่รู้จะกินอะไร ช่วยให้ผอมลงได้ตั้งหลายโล
.............9..........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้คน ผ่านเวียนวนดีไม่ดีมีหลากหลาย
ได้บทเรียนช่วยเปลี่ยนภายในใจ ฝึกฝนให้รู้จักรักทุกคน
...........10..........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสันติสุข เหนือความทุกข์ที่เข้ามาทับถม
มีปัญหามากมายยังชื่นชม จะยิ้มข่มเหล่ามารที่โจมตีเรา
............11...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการพักผ่อน ทั้งเตียงนอนหมอนผ้าห่มแสนอบอุ่น
กลิ่นตอนหลับคราบน้ำลายที่เคยคุ้น นับพระคุณที่ผ่านมาตลอดทั้งวัน
...........12...........
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับวันพรุ่งนี้ สิ่งดีๆที่รออยู่ข้างหน้า
ขอทรงปกป้องในยามนิทรา ทุกสิ่งที่ประทานมาขอบพระคุณ

1 เธสะโลนิกา 5:18
“จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ในเวลาของพระเจ้า

ในเวลาของพระเจ้า
วันที่ 21/01/2010
"บีทีเอสแล่นทับ สาวแบงก์ โชคดีรอดหวิด"
เวลา 08.10 น. วันที่ 20 มกราคม 2553 เกิดเหตุระทึกขวัญกลางกรุง เมื่อนางจิราพร เกียรติชูศักดิ์ อายุ 56 ปี เป็นพนักงานธนาคารทหารไทย เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ใกล้สถานีหมอชิต ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีรถขบวนหนึ่งกำลังจะเข้าเทียบสถานี แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานี เห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงได้ตัดสินใจกดอุปกรณ์อีเอ็มที เพื่อให้สัญญาณขบวนรถไฟ ที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง หยุดการเดินรถกระทันหัน แต่ด้วยความที่รถขบวนดังกล่าววิ่ง มาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงได้วิ่งเลยไปหยุดคร่อมอยู่บนร่างของหญิงสาวโชคร้ายพอดี ทำให้สามารถรอดชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ ของประชาชนจำนวนมาก ที่กำลังเข้ามาใช้บริการที่สถานีดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

ภายหลังจากเกิดเหตุระทึกขวัญผ่านไป ทางเจ้าหน้าที่ได้สั่งหยุดเดินรถชั่วคราว และได้ลงไปให้การช่วยเหลือ นางจิราพร ซึ่งได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกเล็กน้อย ส่ง รพ.วิภาวดี และเมื่อสามารถเคลียร์เส้นทางได้เสร็จสิ้น จึงได้เปิดเดินรถตามปรกติ เมื่อเวลาประมาณ 08.45 น. ที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ คาดว่า น่าจะเป็นเพราะความเร่งรีบ เพราะกำลังอยู่ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อเห็นรถกำลังจะเข้าเทียบสถานี จึงได้พยายามรีบวิ่ง เพื่อให้สามารถไปขึ้นรถได้ทัน จึงได้เกิดเบียดเสียดกับคนอื่น ๆ ที่กำลังรอขึ้นรถจนทำให้เกิดอุบัติเหตุตกลงไปดังกล่าว ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/region/59918

เมื่ออ่านข่าวนี้แล้วก็ขอบคุณพระเจ้าสำหรับหญิงผู้รอดชีวิตนั้น และก็ได้อุทาหรณ์สอนใจเป็นการส่วนตัวด้วยว่า ทุกอย่างที่เราทำนั้นควรทำอย่างเต็มกำลังโดยไม่ชักช้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เร่งรีบและต้องแข่งขันสูงของโลกใบนี้ก็ตาม การเร่งรีบเกินควรก็ก่อให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน เราไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมหญิงผู้นั้นจึงเร่งรีบนัก แต่จากข่าวระบุว่าเป็นเพราะชั่วโมงเร่งด่วน ดังนั้น หากหญิงผู้นั้นไม่รีบร้อนเกินไป รอรถจอดสนิทก่อนแล้วจึงก้าวเข้าไป หรืออาจต้องออกจากบ้านเร็วหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน ก็จะสามารถไปทำงานได้ทันเวลา ไม่ต้องเข้าไปกลิ้งอยู่ในรางรถไฟฟ้าหรือเข้าโรงพยาบาล
คริสเตียนเราก็เช่นกัน ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้น ขอให้มอบไว้กับพระคริสต์ ให้ทุกวันเวลาอยู่ในพระองค์
พระองค์ทรงย้ำเตือนฉันในเรื่องนี้สดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง
“ในเวลา ในเวลาของพระเจ้า ทรงเฝ้าดู ชีวิตให้อยู่ ในน้ำพระทัย
โอ้ พระเจ้า ข้าขอมอบใจ มอบถวาย ชีวิตทั้งกาย เพื่อจะได้ อยู่ในเวลาของพระองค์”…

เพลงในเวลาผุดขึ้นมาในมโนนึกเป็นเพลงแรกยามเช้า เอ๊ะ! แต่เนื้อร้องถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ค่อยถนัดเรื่องเพลงซะด้วยสิ แต่ก็เอาเป็นว่าเพลงนี้ประทับใจมาก เปรียบเสมือนพระวิญญาณมาย้ำเตือนให้วางใจในพระองค์ เชื่อมั่นวางใจอย่างไม่หวั่นไหว ทุกสิ่งที่คาดหวัง แผนการที่หวังใจ ทุกสิ่งที่ร้องทูล พระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟัง และพระองค์จะทรงตอบเราแน่ ด้วยความรัก ความสัตย์ซื่อ และความชอบธรรมของพระองค์
บางครั้งนะ ท้องทะเลก็คำรน ท้องฟ้าก็คำราม แผ่นดินโลกก็สั่นสะท้าน ภูเขาก็สั่นสะเทือน ไม้ใหญ่ก็กวัดแกว่ง ดังนั้น หัวใจที่บอบบางน่ารักของเราก็หวั่นไหวได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารอคอยบางสิ่งบางอย่างซึ่งร้องทูลต่อพระองค์มานานนับปี…แต่ก็เตือนตัวเองว่า อย่าหวั่นไหวใหญ่โตหรือคร้ามกลัวเลย พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระเจ้าทรงสถิตท่ามกลางมหานคร เราก็จะไม่โคลงเคลงย้ายไป [สดด.46:5 พระเจ้าทรงสถิตกลางพระมหานคร เธอจะไม่โคลงเคลงย้ายไป พอรุ่งอรุณพระเจ้าก็ทรงช่วยเธอไว้]
ในเวลาของพระองค์!
[สดด.69:13 ข้าแต่พระเจ้า แต่ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ในเวลาอันเหมาะสม โดยความรักมั่นคงอันอุดมของพระองค์ ขอทรงโปรดตอบข้าพระองค์ด้วยความอุปถัมภ์อย่างวางใจได้]

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

สุขสันต์วันเสียสละ

สุขสันต์วันเสียสละ
วันที่ 12/1/2010
วันเกิดของฉันได้เวียนมาครบรอบอีกปีหนึ่ง และก็ได้ผ่านไปแล้วเช่นกัน ทว่า วันเกิดปีนี้ฉันมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม อันนำมาซึ่งการกลับใจ และนำไปสู่ความอิ่มเอมใจในท้ายที่สุด
หากย้อนไปถึงวันเกิดในทุกปีที่ผ่านมา เท่าที่จำความได้ ฉันไม่เคยมีงานเลี้ยงวันเกิดมาก่อน และจนถึงบัดนี้ก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะมีงานเลี้ยงวันเกิดสำหรับตัวเองด้วย เพราะฉันคงทำตัวไม่ถูก คงจะเขินอายมากกว่าจะมีความสุข อย่างไรก็ตาม ในทุกปีนั้น ฉันคาดหวังรางวัลและของขวัญจากญาติสนิท คนใกล้ชิดและเพื่อนฝูงเสมอ ฉันได้ลุ้นทุกปีว่า ใครจะให้อะไรฉันบ้างในวันเกิด และเปิดกล่องของขวัญด้วยความตื่นเต้น (บวก งก…แหะ แหะ)
ในวันเกิดของฉัน ฉันคิดถึงแต่การรับ ในขณะที่วันเกิดของใครบางคนนั้น มีแต่การให้
ใช่แล้ว! ในวันประสูติขององค์พระเยซู เป็นวันแห่งการให้ มีแต่ภาพของการเสียสละ
• พระบิดาได้ทรงสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ (ยน.3:16)
• พระเยซู ได้สละพระเกียรติของพระองค์ด้วยความถ่อมพระทัย จากสวรรค์ชั้นฟ้า สู่รางหญ้าสกปรก เพื่อเรา
• นางมารีย์ ได้สละศักดิ์ศรีของสตรี ตั้งครรภ์ก่อนสมรส ภายใต้แรงเหยียดหยามดูถูกของสังคม
• โยเซฟ ยอมรับนางมารีย์ ซึ่งสังคมประนามหยามเหยียด มาเป็นภรรยา ได้สละความสุขสบายส่วนตัว ดูแลนางมารีย์และพระเยซูน้อยด้วยความรัก
• โหราจารย์ทั้ง 3 ได้สละลาภยศ สรรเสริญ ที่พึงได้จากการแจ้งข่าวให้กษัตริย์เฮโรดทราบ และเดินทางรอนแรมมาเข้าเฝ้าพระกุมาร
• คนเลี้ยงแกะ ได้สละฝูงแกะของตน ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตและความอยู่รอดของเขา ไปเข้าเฝ้าพระกุมาร เพราะแกะนั้นอ่อนแอนัก ห่างจากผู้เลี้ยงเพียงนิดเดียว มันก็อาจจะตายได้
นี่เป็นภาพความเสียสละอันยิ่งใหญ่ในฉากประสูติขององค์พระเยซูฉากเดียวเท่านั้น ซึ่งความเสียสละที่ยิ่งใหญ่อันสืบเนื่องจากการกำเนิดของพระกุมารเยซูนั้น ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เป็นราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นที่เราไม่อาจลืม และยังทรงฤทธิ์มหัศจรรย์จนถึงทุกวันนี้
ในวันเกิดของฉัน มีคนเสียสละเพื่อฉันมากมายเช่นกัน ฉันมีพระเยซูคริสต์ซึ่งสละชีวิตของพระองค์เพื่อไถ่คนบาปอย่างฉัน ฉันมีแม่ที่ยอมเจ็บปวดทรมานจากการอุ้มครรภ์และการคลอด แถมยังต้องเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ ฉันมีญาติพี่น้องที่ให้ความช่วยเหลือ ฉันมีแพทย์และพยาบาลคอยสาละวนยามฉันเกิด และมีผู้ใดอีกบ้างที่ต้องเสียสละ จากการลืมตาดูโลกของฉัน
“ชีวิตคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า” ใช่แล้ว ชีวิตของฉันมีค่าสำหรับพระเจ้า พระองค์ทรงดำริให้มีฉันก่อนที่จะสร้างโลก ทรงถักทอฉันในครรภ์มารดาอย่างอ่อนโยน ทรงให้ฉันมีชีวิตจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตของฉันจึงเป็นหนี้พระองค์ และหนี้เช่นนี้ ใช้เท่าไรคงไม่มีวันหมด แต่ฉันจะทำได้ด้วยชีวิตและหัวใจที่ถวายแด่พระองค์
ปี 2010 ฉันทูลขอจากพระเจ้าให้ทรงสอนฉัน หล่อหลอมฉันให้เป็นบุคคลที่เสียสละอย่างพระคริสต์ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องด้วยความบาปและความอ่อนแอในชีวิตของฉัน แต่ฉันก็ขอที่พระองค์จะให้กำลังและสติปัญญาแก่ฉัน ขอทรงเปลี่ยนฉันให้มีความเสียสละมากขึ้น มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา มากขึ้น และมากยิ่งขึ้นตลอดชีวิตของฉัน
อธิษฐาน: พระบิดาเจ้าข้า พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่และสูงสุด ขอทรงโปรดประทานจิตที่กอปรไปด้วยฤทธิ์ความรัก ความเมตตา ความเสียสละ และความถ่อมใจ ให้กับพี่น้องทุกท่าน รวมทั้งฉันด้วย เพื่อให้ทุกวันในชีวิตของเรา จะเป็นวันแห่งความรัก วันแห่งความเมตตา วันแห่งการเสียสละ วันแห่งความถ่อมใจ วันแห่งการสรรเสริญพระเจ้า และวันแห่งการถวายเกียรติแด่พระองค์
• เมื่อถึงคราให้ เราทั้งหลายจึงให้อย่างมีความสุข ให้ด้วยใจกว้างขวาง เพื่อให้เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า ซึ่งการให้นี้มิได้จำกัดอยู่เฉพาะทรัพย์สิ่งของเท่านั้น แต่หมายรวมถึง การให้ความรัก ห่วงใย การดูแลเอาใจใส่ การเตือนสติ การสั่งสอน การหนุนใจ การให้ความรู้ การให้เวลา การรับใช้กันและกัน และอื่นๆ [2คร.9:11 โดยทรงให้ท่านทั้งหลายมีสิ่งสารพัดมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น เพื่อให้ท่านมีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง ซึ่งโดยเราจัดแจก จะให้เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า]
• เมื่อถึงครารับ เราทั้งหลายจึงรับอย่างมีความสุข รับด้วยความถ่อมใจ และขอบพระคุณพระเจ้า อย่างมิรู้ลืม
[กจ.20:35ข] พระองค์ตรัสว่า "การให้ เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

จอมเจ้านายและจอมกษัตริย์

จอมเจ้านายและจอมกษัตริย์
วันที่ 4/12/2009
บนรถเมล์ยามเช้าเมื่อหลายวันก่อน กระเป๋ารถเมล์ได้แซวเด็กผู้ชายน่ารักอายุประมาณ 5 ขวบคนหนึ่งว่า “หล่อจังเลยนะ ขนตางอนสวยด้วย ขอได้ไหมเนี่ย” เด็กก็ตอบว่า “ไม่ได้ครับ มีคนให้มา” กระเป๋าจึงถามอีกว่า ใครให้มาล่ะ เด็กตอบอย่างน่ารักว่า “หัวหน้าให้มา หัวหน้าอยู่บนสวรรค์ครับ” แล้วคุณแม่ก็จูงเด็กลงจากรถไป
บทสนทนานั้นจบแล้ว แต่ความประทับใจของฉันยังไม่จบ เด็กตัวแค่นี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า สิ่งที่เขามีนั้นมาจากหัวหน้าของเขา และหัวหน้าของเขาอยู่บนสวรรค์ ฉันไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงที่เด็กคนนี้พูดคืออะไร แต่ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเด็กคนนี้ ขณะเดียวกันก็หันมาสำรวจตัวเองด้วยว่า ฉันได้ให้ความสำคัญกับหัวหน้าที่อยู่บนสวรรค์ จอมกษัตริย์และจอมเจ้านายผู้ล้ำเลิศที่อยู่บนสวรรค์หรือไม่ เพียงไร
คำว่าเจ้านายทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันจำนวนมาก เช่น boss head; master; chief; employer; หัวหน้า; นายจ้าง; นาย; ผู้บังคับบัญชา; เจ้าขุนมูลนาย ส่วนคำที่ตรงกันข้ามคือคำว่า ลูกน้อง; ลูกจ้าง; ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นต้น ซึ่งการเป็นลูกน้องในลักษณะนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว เช่น ในฐานะลูกน้องในที่ทำงาน เมื่อลาออกจากงาน ก็ไม่ถือว่าเป็นลูกน้องอีกต่อไป คำว่าลูกน้องนี้ จึงต่างจากคำว่าทาสมาก
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของทาส (Slave) ว่า คือ ผู้ที่อุทิศตนแก่สิ่งที่เลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้, ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอํานาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน เป็นทาสยาเสพติด เป็นทาสความรัก เป็นทาสเงิน; บ่าวทั่วไป, ผู้ที่ขายตัวลงเป็นคนรับใช้หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่า ทาสนํ้าเงิน, ผู้ที่เป็นลูกของทาสนํ้าเงิน เรียกว่า ทาสในเรือนเบี้ย, ทาสที่เอาเงินไปซื้อมา เรียกว่าทาสสินไถ่, ผู้ที่เป็นคนเชลย เรียกว่า ทาสเชลย
การเป็นทาสในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นความจำใจ มิใช่ เต็มใจ แต่หากกล่าวว่า เราเป็นทาสของพระคริสต์ กลับให้ความหมายที่ลึกซึ้ง นำมาซึ่งความชื่นชมยินดีและสันติสุข ซึ่งเราขอบคุณพระเจ้าที่เรามิได้เป็นทาสของบาปหรือของโลกอีกต่อไป [รม.6:22 แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป และกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการชำระให้บริสุทธิ์ และผลสุดท้ายคือชีวิตนิรันดร์]
ในฐานะทาสของพระเจ้าสูงสุด…หมดทั้งชีวิต หมดที่เรามี จึงเป็นของพระองค์ เราถวายตัวด้วยสุดหัวใจ ถวายชีวิต ถวายครอบครัว ถวายทรัพย์สมบัติ ถวายหน้าที่การงาน และทุกสิ่งในการครอบครองของเราแด่พระองค์ สำนึกว่าพระเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อนมัสการพระองค์ รับใช้พระองค์ [1คร.9:19 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวง เพื่อจะได้ชนะใจคนมากยิ่งขึ้น]
เราเป็นผู้ทาสของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ทรงเป็นพระบิดาเหนือบิดาทั้งปวง ทรงเป็นเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งปวง และทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง (King of kings and Lord of lords) เราเป็นผู้ทาสที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ [วว.17:14…พระเมษโปดกจะทรงมีชัยชนะ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านาย และทรงเป็นจอมกษัตริย์ และผู้ที่อยู่กับพระองค์นั้น เป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกและทรงเลือกไว้ และเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ ก็จะมีชัยด้วย"]

อย่ากลัวเลย

อย่ากลัวเลย
วันที่ 2/12/2009
ไม่ต้องกลัว! อย่ากลัว! อย่ากลัวเลย! โอ้โห คำพูดประมาณเนี้ย ได้ยินมาตั้งนานแล้ว ใครๆ ก็พูดได้ พูดกันง่ายเนอะ แต่ทำยาก!...อืม ถูกต้องแล้วคร้าบ ลำพังตัวเราเองนั้นไม่สามารถทำได้หรอก เราต้องพึ่งพาและเชื่อฟังพระเจ้าผู้สูงสุด เพราะสิ่งนี้มิใช่ข้อควรปฏิบัติ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เป็นคำสั่งจากพระเจ้า
[ยชว.1:9 “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"]
พระวจนะเพียงข้อเดียวก็ทำให้เราหายจากความกลัวได้แล้ว Amazing จริงๆ แต่ก็ยิ่งตื่นตะลึงทึ่ง Amazing ยิ่งไปกว่านั้น คือ มีพระสัญญาอีกมากมายจากพระเจ้าที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่…พระสัญญาทั้งปวงจากพระเจ้ายิ่งใหญ่และสูงค่า ก่อให้เกิดความเชื่อและวางใจ ทลายความกลัวทั้งสิ้นออกไปจากจิตใจของเรา
ความกลัวอยู่คู่กับฉันมาตั้งแต่เด็ก พอเกิดมาปุ๊บก็ร้องไห้จ้าเลย (แม่เล่าให้ฟัง) ไม่รู้กลัวอะไรสินะ และเนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกัน การเลี้ยงดูลูกจึงตกเป็นของแม่เพียงลำพัง จนกระทั่งอายุประมาณ 4-5 ขวบ แม่ก็พาไปฝากไว้กับย่า เพราะแม่ต้องเดินทางมาหางานทำที่กรุงเทพ ในเวลานั้นฉันไม่อยากจากแม่เลย กลัวไปหมด กลัวแม่มีสามีใหม่ กลัวแม่ทิ้งฉันไปอย่างที่คนอื่นชอบใส่ไฟ เมื่ออยู่กับย่า ฉันก็ต้องเจอพ่อด้วย พ่อเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว แต่ชีวิตพ่อเป็นชีวิตของการสัมมะเลเทเมา กินเหล้า เที่ยวเตร่ มีภรรยาหลายคน ซึ่งพ่อก็อยู่กับใครไม่ได้เลย เมื่อมีลูกแล้วก็เป็นต้องได้เลิกรากันทุกราย ปล่อยให้ฝ่ายหญิงหอบลูกจากไป พ่อมีลูก 4 คน จากภรรยา 3 คน (แต่พ่อมีภรรยามากกว่านั้น) ฉันกลัวพ่อมาก เพราะพ่อชอบกินเหล้า อาละวาด ทำร้ายร่างกาย แต่ในเวลานั้นไม่มีทางเลือก ความกลัวจึงเกาะกินฝังลึกในจิตใจ จนฉันตั้งใจว่าจะไม่แต่งงานเด็ดขาด เพราะกลัวครอบครัวที่แตกแยก จนกระทั่งเติบโตขึ้นมา ความคิดก็เปลี่ยนไป ฉันยอมรับการมีครอบครัวแล้ว แต่กลับมีความกลัวแบบใหม่เกิดขึ้น คือ กลัวไม่ได้แต่งงาน (อ้าว!)
นอกจากความกลัวข้างต้นแล้ว ยังมีความกลัวอื่นๆ ที่ฉันเผชิญ เช่น กลัวการไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวความล้มเหลวพ่ายแพ้ กลัวไม่มีเพื่อน กลัวไม่มีใครรัก กลัวสอบตก กลัวไม่สวย กลัวไม่มีเงินใช้ กลัวถูกทำร้ายร่างกาย กลัวโรคภัยไข้เจ็บ กลัวอุบัติเหตุ กลัวพิการ หรือแม้กระทั่ง กลัวความตาย
ขอบคุณพระเจ้า เมื่อได้รู้จักองค์พระเยซูคริสต์ พระวจนะของพระเจ้าได้กู้ฉันออกมาจากความกลัว ความกลัวแต่ละรายการค่อยๆ ถูกขจัดออก แต่ด้วยความบาปและความอ่อนแอของตัวฉันเอง ความกลัวบางรายการก็ยังมิอาจขจัดออกได้ ล่าสุดก็พบประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเยียวยา ทรงขจัดความกลัวในระดับลึกออกไปจากจิตใจของฉัน
ฉันไม่กลัวการอยู่เป็นโสด เพราะพระเจ้าทรงให้หมายสำคัญว่าฉันจะมีครอบครัว
ฉันไม่กลัวว่าใครจะไม่รัก เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก ทรงรักฉันอย่างไม่อาจอธิบายได้
ฉันไม่กลัวการไม่ได้รับการยอมรับ เพราะพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาและจิตใจที่แน่วแน่ให้
ฉันไม่กลัวการไม่มีเพื่อน เพราะพระเยซูเป็นสหายเลิศของฉัน
ฉันไม่กลัวแม่ไม่รัก เพราะพระเจ้าทรงตรัสว่าแม่รักฉัน และแม่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแม่รักฉันจริงๆ
ฉันไม่กลัวที่จะไม่สวย เพราะพระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่จิตใจ ให้ฉันจดจ่ออยู่กับความงามภายใน
ฉันไม่กลัวความยากจน เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานสิ่งสารพัดให้ฉันอย่างเพียงพอ
ฉันไม่กลัวโรคร้ายแรง เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกป้อง ทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ
ฉันไม่กลัวถูกใส่ร้ายหรือถูกเข้าใจผิด เพราะพระเจ้าทรงแก้คดีให้ฉัน
ฉันไม่กลัวอุบัติเหตุ เพราะพระเจ้าทรงเสด็จนำหน้าฉัน ทรงเป็นพระกำลังและป้อมปราการของฉัน
ฉันไม่กลัวพิการ เพราะพระเจ้าจะพยุงฉันไว้
ฉันไม่กลัวความตาย เพราะฉันรู้ว่า ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ และตายไปก็ได้กำไร
[ฉธบ.31:6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย"]
ทว่า ความกลัวบางรายการก็ยังเกาะกินหัวใจของฉันอยู่ คือ กลัวภัยมืดจากมนุษย์ ซึ่งการเยียวยาได้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ในขณะที่ฉันต้องเดินทางกลับจากโรงเรียนพระคริสต์ธรรม ซอยสวนพลู ถึงที่พักถนนประดิพัทธ์ ฉันต้องนั่งรถแท็กซี่ยามค่ำคืนตามลำพัง ซึ่งฉันกลัวมาก เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากแท็กซี่ ซึ่งยังฝังใจอยู่ เมื่อขึ้นแท็กซี่ทีไร ฉันจึงอกสั่นขวัญแขวนทุกที บางคราก็ถึงกับจับไข้กันไปเลย
พี่สาวในพระคริสต์คนหนึ่งพยายามท้าทายให้ฉันหลุดพ้นจากอาการกลัวตรงจุดนี้ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ความกลัวขณะนั้นมากจนเกินอธิบาย…ฉันคิดและดำเนินชีวิตในฝ่ายโลก ขณะที่พี่สาวดำเนินในฝ่ายวิญญาณ ด้วยการมองข้ามปัญหา ข้ามพ้นความกลัวตามธรรมดาสามัญของมนุษย์ และให้ความจริงแห่งพระคุณของพระเจ้าเข้าครอบครองจิตใจ
ขอบคุณพระเจ้า ในขณะที่มีความกลัว ความสว่างของพระเจ้าก็ส่องทะลุกำแพงหัวใจ ทะลายความกลัวนั้นออกอย่างสง่างาม เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็จริง แต่เราเป็นลูกของพระเจ้า ทรงรักและห่วงใยเราทั้งหลายเสมอ และผู้เชื่อทุกคนก็จะมีฑูตสวรรค์ประจำตัวคอยปกป้องเราเสมอ…คุณเชื่อเช่นนั้นหรือไม่? … ฉันต้องโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าอีกครั้ง และขอบคุณพี่สาวที่แสนดีที่คอยท้าทายและหนุนใจเสมอมา ขอพระเจ้าได้รับเกียรติยศทั้งสิ้น
ความกลัวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเล่าให้เพื่อนที่ทำงาน 2 คน ฟังว่าไปซื้อบ้านมาหลังหนึ่ง อยู่สมุทรสาคร แต่ยังไม่ได้ย้ายไปอยู่นะ เพราะยังไม่ได้ตบแต่ง ต้องติดมุ้งลวดและผ้าม่านก่อน บ้านหลังนั้นมีกระจกใสอยู่รอบบ้าน ถ้าไม่มีผ้าม่าน ก็ไม่สะดวกที่จะอยู่แน่นอน เพื่อนก็ถามว่า แล้วไม่ติดเหล็กดัดเหรอ ฉันก็ตอบไปว่าไม่ติดหรอก เพราะหมู่บ้านนั้นไม่มีขโมย บ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ติดเหล็กดัด และ ศบ.ก็ให้ความเห็นเมื่อครั้งไปนมัสการถวายบ้านว่า ไม่ต้องติดเหล็กดัดหรอก เพื่อนก็บอกว่า หมู่บ้านนั้นไม่มีขโมยมาก่อนเลย แต่ทั้งหมู่บ้านมันจะเข้าบ้านฉันบ้านเดียว อ้าว! ไฉนเพื่อนพูดเช่นนี้เล่า และเพื่อนอีกคนก็บอกว่า วันหยุดนี้จะไปติดมุ้งลวดกับผ้าม่านไม่ใช่เหรอ มีใครไปเป็นเพื่อนไหม “ไม่มีค่า” คือคำตอบของฉัน เพื่อนก็บอกว่าระวังนะโว้ย เราเป็นผู้หญิง และช่างก็เป็นผู้ชายทั้งนั้น ยิ่งถ้าเค้ารู้ว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิงก็อันตราย จากนั้นเพื่อนก็พูดแล้วพูดอีกถึงอันตรายต่างๆ นานา…ในเวลานั้น ความกลัวในสิ่งที่เพื่อนพูดได้เกาะกินหัวใจของฉัน จนขาดสันติสุข ตลอดวันศุกร์ แต่ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงทันเวลาเสมอ พระเจ้าทรงขจัดความกลัวออกไปในเช้าวันเสาร์
ฉันไม่กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พูดง่ายๆ คือ ไม่กลัวผีหรือวิญญาณใดๆ ทั้งนั้น ยิ่งเมื่อมารู้จักพระเจ้า ก็ยิ่งไม่กลัวสิ่งเหล่านี้เลย ไม่ว่าจะเป็นศักดิเทพ อิทธิเทพ หรือวิญญาณชั่วในสถานฟ้าอากาศ เพราะพระเยซูได้ปราบมันลงแล้ว อยู่ใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์ [คส.2:15 พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขา และชนะเขาโดยกางเขนนั้น]
วิธีการรับมือกับวิญญาณเหล่านั้นก็ง่ายมาก คือ ไม่ต้องข้องแวะกับมัน แต่เมื่อใดที่ต้องมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง มันก็อาจทำให้ตกใจบ้าง แต่ฉันไม่เคยกลัว เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดที่อยู่ในโลก ฉันไม่กลัวสิ่งเหล่านี้หรอก แต่ฉันกลับกลัวสิ่งที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็แย่นะสิ…และพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นมาในมโนนึก ขจัดความกลัวตรงนี้ไปเสีย [สดด.118:6 มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัวมนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า]
เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์และผู้คนอีกมากมายตลอดชีวิตของเรา หากเราต้องก้าวไปอย่างหวาดกลัว สันติสุขก็มิอาจดำรงอยู่ได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอไปจนจนกว่าจะสิ้นยุค [มธ.28:20] ดังนั้น เราจะไม่หวั่นไหว เราผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลัง [ฟป.4:13] หน้าที่ประการเดียวของเราคือ เชื่อและวางใจพระเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำมาทั้งความรอดในฝ่ายกาย ฝ่ายใจ ฝ่ายวิญญาณ ตลอดจนถึงความไพบูลย์ในพระคริสต์
ฮาเลลูยา!
สรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้า หากคุณไม่กลัวสิ่งใดเลย แต่หากว่าคุณกำลังเผชิญกับความกลัวหรือกำลังหวั่นไหวกับสิ่งใดก็ตาม ขอได้รับการหนุนใจโดยพระวจนะของพระเจ้า ใช้พระแสงดาบแห่งพระองค์ประหารความกลัวและศัตรูทั้งสิ้นที่เข้ามาจู่โจมคุณ พระแสงนั้นสามารถฟาดฟันและทลายปัญหาทุกประการในชีวิตของคุณได้อย่างทะลุทะลวง
[อสย.41:10 “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา”]

พระเจ้าประทาน

พระเจ้าประทาน
วันที่ 26/11/2009
โดยพระคุณของพระเจ้า ทรงประทานบ้านหลังใหม่ให้ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 แต่เนื่องจากบ้านอยู่ค่อนข้างไกลจากถนนใหญ่ จึงมีแนวคิดอยากได้รถยนต์สักคันหนึ่ง แต่ฉันไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อรถยนต์ ดังนั้น การจะได้รถยนต์มาก็ต้องพึ่งพระเจ้าเท่านั้น แต่จู่ๆ ก็กลับมีความคิดขึ้นมาว่า โอ้โห! พระเจ้าประทานบ้านให้ตั้งหลังหนึ่งแล้ว ทั้งๆ ที่ฉันไม่สมควรจะได้รับ แล้วยังจะไปขอรถยนต์จากพระเจ้าอีกเหรอ ว่าแล้วก็เกิดอาการเกรงใจขึ้นมาซะนี่ แต่พี่สาวที่เคารพรัก 2 ท่าน ก็ให้ความเห็นตรงกันว่า พระเจ้าย่อมให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราซึ่งเป็นลูกของพระองค์ และพี่สาวคนหนึ่งก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า รถยนต์เป็นความจำเป็นสำหรับชีวิตของฉันไปซะแล้ว พระเจ้าทรงเห็นความจำเป็นนั้น พระองค์จะประทานให้อย่างแน่นอน เราสามารถขอจากพระเจ้าได้ เพราะทรงยิ่งใหญ่ไม่จำกัด เราขอได้เลย โดยไม่ต้องเกรงใจ หลายคนเป็นเช่นนี้ ไม่กล้าขอของดีจากพ่อ เพราะเกรงใจพ่อ แต่เวลาทำบาปไม่เห็นเกรงใจพ่อเลย (อุ๊บ!!! จุกค่ะ เพราะโดนเต็มๆ)
เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่อง “ชีวิตที่เหลือเชื่อ” ของ ออรัล โรเบิร์ต ก็ยิ่งเพิ่มความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงไม่ประจักษ์แก่ตาว่า ทรงเห็นความจำเป็นของเราแต่ละคน ทรงพร้อมเสมอที่จะประทานให้ตามที่เราทูลขอ วินาทีนี้ฉันจึงมีความเชื่ออย่างหมดหัวใจว่าพระองค์จะประทานรถยนต์ให้คันหนึ่งแน่นอน โดยวิธีการของพระองค์ …อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ไปจดจ่ออยู่ที่พระพรมากกว่าพระเจ้าผู้ทรงประทานพระพร เราต้องเรียนรู้หลักการจัดการทางการเงินจากพระเจ้าด้วย
โรเบิร์ต กล่าวว่า เขาเรียนรู้หลัก 10 ประการ เพื่อจัดการกับการเงินส่วนตัวและในพันธกิจ ดังนี้
1. เริ่มกันที่จุดเริ่มต้นของสติปัญญาทางการเงิน…ถ้าพันธกิจและชีวิตไม่ได้ปลูกเมล็ดของสิบลด ไม่ได้ถวายและช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสอย่างสม่ำเสมอแล้ว เราก็จะไม่มีวันเก็บเกี่ยวผลผลิตอันอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้สำหรับชีวิตและพันธกิจของเรา [มลค.3:8-10 จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า 'เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร' ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์ {หรือ สิบชักหนึ่ง} และเครื่องบูชานั่นซี 9เจ้าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติฉ้อเรา10พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่”] สิบลดเป็นสิ่งบริสุทธิ์แด่พระเจ้า ดังนั้น การดูแลสิบลดจึงเป็นการไว้วางใจอันศักดิ์สิทธิ์
2. เราต้องยึดมาตรฐานที่สูงกว่าต่อพระเจ้าและมนุษย์…[ลก.12:48 แต่ผู้ที่มิได้รู้ แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย ผู้ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก”] เราต้องใช้ชีวิตด้านการเงินราวกับว่าทุกเช้าหนังสือพิมพ์จะรายงานการเงินส่วนตัวของเราขึ้นหน้าหนึ่ง
3. แสวงหาสติปัญญาที่มาจากพระเจ้าในการบริหารการเงิน … [สภษ.4:6 อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า]
4. แสวงหาพระเจ้าและความเจริญรุ่งเรืองฝ่ายวิญญาณของพระองค์ แล้วเราจะอยู่ในที่ซึ่งไม่ขาดแคลน [ฟป.4:19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์] พระเจ้าทรงต้องการให้เราประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต รวมทั้งการเงินของเราด้วย เพื่อทำราชกิจของพระองค์ทั่วโลก สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับการที่เราไม่ขัดสนในความจำเป็นของเราก่อน ความเจริญรุ่งเรืองของพระเจ้าสำหรับเราแต่ละคนคือ การมีมากกว่าเพียงพอเพื่อสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ ถ้าหัวใจของเราจริงใจในการหว่านและการเกี่ยว พระเจ้าก็จะทรงสนองความจำเป็นทั้งสิ้นของเราจากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ ขอให้เราลงลึกมากขึ้นสู่การหว่านเมล็ดแห่งความเชื่อ และคาดหวัง “เวลาอันสมควร” ของพระเจ้า ซึ่งเราจะได้เก็บเกี่ยวอย่างอัศจรรย์
5. ดูแลความจำเป็นทางการเงินของครอบครัวคุณ…ลำดับความสำคัญของพระเจ้าคือว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ครอบครัวเป็นอันดับแรก [1ทธ.3:4-5 เราต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม 5เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่รู้จักครอบครองบ้านเรือนของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าอย่างไรได้] ถ้าเราไม่สนใจครอบครัว เราก็กำลังหว่านเมล็ดของความขุ่นเคือง หากหว่านเมล็ดไม่ดี ก็จะนำการเก็บเกี่ยวที่ไม่ดีมา จึงเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลการเงินของครอบครัวอย่างเหมาะสม
6. ระวังเรื่องหนี้สิน…[สภษ.22:7 คนมั่งคั่งปกครองเหนือคนยากจน และคนขี้ยืมก็เป็นทาสของคนให้ยืม]…อาจจะมีการจับจ่ายใช้สอยมากเมื่อเราเริ่มงานใหม่ หรือครอบครัวใหม่ ซึ่งคงจะต้องมีหนี้สิน โดยเฉพาะการซื้อบ้านหรือรถ สิ่งเหล่านี้เป็นหนี้ชั่วคราวที่ยอมรับได้ เพราะว่าหนี้ที่เราก่อนั้นเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่มีคุณค่าเท่าเทียมกันหรือมากกว่า แต่เราจะไม่ก่อหนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน อย่างเช่น หนี้จากบัตรเครดิต และบรรดาเงินกู้ต่างๆ เป้าหมายของเราควรจะเป็นการปลดหนี้และคงสภาพไร้หนี้นั้นอย่างเร็วที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่าเราต้องยืมเงินเพื่อการรับใช้ของเรา มันก็ควรจะเกี่ยวพันกับทรัพย์สินซึ่งได้รับการทรงนำโดยตรงจากพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นแหล่งที่พึ่งของเรา เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้รับพระทัยของพระเจ้า 100% ก่อน และทำตามอย่างสุดใจ แล้วเราจะไม่พลาด
7. หลีกเลี่ยงเล่ห์เหลี่ยมและความฝัน [สภษ.18:17 บุคคลผู้แถลงคดีของตนก่อนก็ดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาสอบสวนเขา] บางคนจะมาหาเราด้วยการลงทุนที่มีศักยภาพ และคำชักชวนของเขาก็น่าฟัง แต่โรเบิร์ตได้เรียนรู้ว่า จะไม่พึ่งคนอื่นให้จัดเตรียมความมั่งคั่งให้ เราควรจะพึ่งพระเจ้าในฐานะแหล่งที่พึ่งแห่งการจัดเตรียมของเรา
8. หาคนหนึ่งซึ่งเราจะรายงานต่อเขา…นี่คือแผนการของพระเจ้าสำหรับเราที่จะรายงานต่อคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากกว่าเรา แสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน เพื่อจะนำเราไปยังผู้ซึ่งคุณภาพชีวิตภายในและความซื่อสัตย์ไม่มีที่ติ นอกจากนั้น สำหรับคนที่แต่งงานแล้ว เรายังต้องตัดสินใจร่วมกับคู่สมรสอีกด้วย
9. น่าแปลก เราจะรับมือกับความสำเร็จได้ยากกว่าความล้มเหลว!…มันเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเรา ให้คงความระมัดระวัง เมื่อเราถวายตัวเชื่อฟังพระเจ้า ติดตามพระองค์อย่างสุดใจของเรา และแสวงหาการทรงนำและสติปัญญาของพระองค์ แล้วเราจะสำเร็จ…ในเวลาแห่งความสำเร็จนั้นเองที่เราจะต้องยอมฟังพระเจ้าและการทรงเรียกของเราอย่างที่สุด…จงระวังเมื่อเราต้องการซื้อทุกสิ่งที่เราไม่เคยมีหรือเคยต้องการมาก่อน ระวังเมื่อเราเริ่มคิดว่า เราไม่สามารถทำบาป ระวังเมื่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวของเรากับพระเจ้าน่าเบื่อ และการใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าถูกละทิ้ง เวลานั้นเองที่เราได้นำตัวเองมาถึงสถานการณ์อันตราย

10. จงแน่ใจว่าเราได้ดูแลธุรกิจของพระเจ้า แล้วพระองค์จะดูแลธุรกิจของเราอย่างแน่นอน…การเป็นผู้อารักขาตามที่พระเจ้าทรงต้องการนั้น จะเป็นการเดินของความเชื่อเสมอ เราสามารถก้าวออกมาด้วยความเชื่อ และไปถึงศักยภาพตามที่พระเจ้าได้ทรงเรียกเรา เราสามารถตื่นตัวกับความเชื่อมาก โดยไม่สงสัย แล้วการอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้น!

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อดินกลบปิดเมล็ดหนึ่งนั้น มันบอกกับเมล็ดว่า “เราปิดเจ้าแล้ว”
เมล็ดตอบว่า “ไม่ เจ้าไม่ได้ปิด เราจะโตทะลุเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะหนักแค่ไหนก็ตาม เรามีชีวิตของพระเจ้าอยู่ในเรา”
และมันก็เป็นจริง เติบโตและเติบโต เกิดผลและเกิดผล และเพิ่มพูนอย่างมาก ชีวิตของพระเจ้าอยู่ในเมล็ดที่คุณปลูก

หมายเหตุ: ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้จากหนังสือ “ชีวิตที่เหลือเชื่อ” เขียนโดย ออรัล โรเบิร์ต (Still doing the impossible by Oral Roberts) แปลโดย อ.วรพงศ์ จริยพฤทธิพงศ์ บทที่ 13 สำนักพิมพ์แม่น้ำ

ขอพระเจ้าทรงโปรดอวยพรทุกท่าน ขอพระองค์ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์…Amen!

บ้านแห่งความสุข

บ้านแห่งความสุข
วันที่ 20/11/2009
“บ้านเรา แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทย ซึ้งใจ เพราะใช่ทาสเขา ฯลฯ” เพลงบ้านเรา แสนสุขใจ ของลุงสุเทพ วงศ์กำแหง ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ชอบเปิดค่า
อีกเพลงหนึ่งเกี่ยวกับบ้านที่คุณแม่ชอบเปิด ก็ขับร้องโดยคุณพี่สวลี ผกาพันธ์ (พี่ของคุณยาย) ด้วยเพลง....บ้านของเรา....ที่ร้องว่า “บ้าน คือวิมานของเรา เราซื้อเราเช่า เราปลูกของเรา ตามใจ”… ฉันชอบท่อนต่อไปนี้มากเลย…”บ้าน ฉัน มีเพลงฝันให้ฟัง มีเสียงระฆัง จากกังสดาลพริ้งไป มีสวนไม้ดอก ผลิบานก้านกอช่อใบ มีความรัก มีน้ำใจ มีให้อภัย มีกรุณา…บ้าน คือวิมานของเรา ยามพบความเศร้า รีบกลับบ้านเรา จะเปรมปรีดา เพราะบ้านมีรัก น้ำใจอภัยกรุณา คอยเราอยู่ทุกเวลา ในชายคาเขตบ้านของเรา”
มีคนเคยตั้งคำถามด้วยนะว่า House กับ Home ที่แปลว่าบ้านนั้น ต่างกันอย่างไร? โอกาสนี้จึงขอหยิบยกความหมายมาให้ชมกันเลยดีกว่าค่ะ
House (อ่านว่า เฮ้าส์) แปลว่า บ้าน…คำนี้เป็นคำนาม หมายถึงการเรียกบ้านที่เป็นหลังๆ บ้านที่สร้างขึ้นด้วยอิฐ ด้วยปูน เราจะใช้คำว่า House ในความหมายด้านกายภาพ ด้านโครงสร้างของบ้าน ในความหมายที่จับต้องได้ เช่น ช่างกำลังสร้างบ้านให้ฉัน "บ้าน" ในประโยคนี้จะใช้คำว่า House
Home (อ่านว่า โฮม) แปลว่า บ้าน…คำนี้เป็นคำนาม ใช้เรียกแทนบ้าน แต่จะเป็นด้านในความหมายด้าน อารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ในความรู้สึกที่เป็นหลังๆ มีหลังคามีผนัง แต่บ้านในความหมายของ Home จะเป็นแนว บ้านนี้มีรัก มีความอบอุ่น มีความสุข มีกำลังใจให้กันและกัน ในการเปรียบเทียบความหมายเชิงลึกของสองคำนี้ นิยมใช้ประโยคดังต่อไปนี้ ในการเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
A house is made of brick and stone.
A home is made of "love" alone.
เนื่องจากฉันเพิ่งย้ายจากคอนโดไปอยู่บ้าน เมื่อพบเจอกลุ่มเพื่อนจึงเกิดการโต้วาทีเล็กๆ ว่า อยู่บ้านหรืออยู่คอนโดจะดีกว่ากันนะตัวเอง และแต่ละฝ่ายก็งัดเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตน
ฝ่ายที่ชอบคอนโด ก็ให้เหตุผลว่า คอนโดอยู่ง่าย พื้นที่ไม่มาก ไม่ต้องทำความสะอาดมาก เดินทางสะดวก ประหยัด ปลอดภัย มี รปภ. มีระบบของการบริหารคอนโดแบบนิติบุคคลเป็นผู้ดูแล ฯลฯ แต่ถ้าอยู่บ้านแล้วมีข้อจุกจิกกวนใจมาก เพื่อนบ้านวุ่นวาย เดินทางไกล ไม่ปลอดภัย ไม่สะดวก ยิ่งอยู่ไปนานๆ ก็จะมีรายการต้องซ่อมแซมวุ่นวาย หาช่างก็ลำบาก บางที่ก็น้ำท่วม ปลวกขึ้น อีกต่างหาก
ฝ่ายที่ชอบบ้าน ก็ให้เหตุผลว่า บ้านมีพื้นที่มาก อบอุ่น มีพื้นที่ให้วิ่งเล่น ปลูกต้นไม้ ไม่เหมือนคอนโดที่ได้แต่ที่ลอยฟ้า อึดอัดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม ต่างคนต่างอยู่ และถ้าเกิดอัคคีภัยขึ้นมาก็ไม่เหลืออะไรเลย ขณะที่บ้านนั้นยังเหลือที่ดิน
สำหรับฉันซึ่งเคยอยู่ทั้งบ้านและคอนโด ก็มีความเห็นว่าทั้งบ้านและคอนโดก็มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไป สุดแล้วแต่ว่าใครจะเหมาะกับแบบไหนมากกว่า โดยส่วนตัวนั้นคิดว่าหากจะอยู่เป็นโสดเช่นนี้ตลอดไป อยู่คอนโดดีที่สุดค่ะ เพราะสะดวกสบาย ปลอดภัย และประหยัดเงินและประหยัดเวลากว่า เพราะหากอยู่บ้านจะต้องเดินทางไกล ค่ารถก็แพง นอกจากนั้น การอยู่คอนโดยังมีเวลาเหลือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ชอบอีกด้วย ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องโจรผู้ร้าย เมื่อมีอะไรเสียหายชำรุด ก็แจ้งนิติบุคคล เขาก็มาซ่อมดูแลให้…แต่คอนโดคงไม่เหมาะกับคนที่มีครอบครัวเป็นแน่ (ความเห็นส่วนตัว) เนื่องจากคอนโดจะมีความจำกัดในตัวของมันเอง จึงเหมาะกับคนทำงาน แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กแล้วละก็ คอนโดน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการเลือกอยู่อาศัย เพราะถึงแม้ว่าคอนโดจะมีฟิตเนสชั้นดี สระว่ายน้ำหรู ห้องซาวน่า สนามเด็กเล่น สวนบนดิน หรือแม้แต่สวนลอยฟ้า แต่ก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวเมื่อไปใช้บริการ มีเวลาเปิดปิด หากเป็นบ้านเราเอง ที่แม้ว่าจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันดังที่กล่าวมา แต่เราสามารถออกมาเดินเล่นบริเวณบ้านเมื่อไรก็ได้
บางคนก็มีคำถามต่ออีกว่า บ้านนอกกับบ้านเมืองกรุงแบบไหนจะดีกว่ากัน….อ้าว! มันก็นานาจิตตังอีกนั่นแหละค่ะ บางคนก็ไปไกลถึงนอกประเทศเลยนะ แต่คนที่เคยอยู่ต่างประเทศหลายคนบอกว่า เมืองไทยดีที่สุด ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยอยู่ที่ไหนนานๆ นอกจากเมืองไทย (ฮา)
ฉันจึงคิดว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ค่ะ ในที่ซึ่งมีความรัก ว้าว! (ซึ้งไหม) ไม่ว่าที่นั่นจะเป็นคอนโดในเมืองศิวิไลซ์ บ้านน้อยใหญ่กลางกรุง ชานเมือง หรือชายทุ่ง เพราะความรักเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในอันที่จะประสานความสุขในบ้านหลังทุกหลัง และก็ไม่สำคัญด้วยว่าจะเป็นบ้านของตัวเองหรือไม่ ยิ่งเฉพาะพี่น้องที่ต้องออกไปรับใช้พระเจ้าในที่ห่างไกลจากบ้านด้วยแล้ว ก็ต้องพบกับเพื่อนพี่น้องที่อาจจะไม่คุ้นเคย แต่หากมีความรักเป็นใหญ่ในที่ใดแล้ว ที่นั่นก็เป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยอย่างมากทีเดียว
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของที่สุดในการอยู่อาศัยอย่างมีความสุขคือ บ้านที่ก่อไว้บนศิลา (บ้านที่มีพระคริสต์เป็นใหญ่)ทำให้บ้านซึ่งเราอยู่นั้น เป็นบ้านแห่งการนมัสการพระเจ้า และที่ใดซึ่งมีการนมัสการพระเจ้า ที่นั่นแหละก็เป็นพระนิเวศของพระองค์ [สดด.84:4 ความสุขเป็นของบุคคลที่อาศัยในพระนิเวศของพระองค์เขาร้องเพลงสรรเสริญพระองค์เสมอ]
ขอพระเจ้าทรงโปรดอวยพรให้พี่น้องทุกท่านมีความสุขกับการอยู่อาศัยในบ้านบนโลกใบนี้ ซึ่งเรารู้เสมอว่า วันหนึ่งผู้เชื่อทุกคนจะได้ไปอยู่บ้านเดียวกัน บ้านนิรันดร์บนสวรรค์ ที่ซึ่งเราจะสรรเสริญพระเจ้าร่วมกันตลอดนิรันดร์กาล