Custom Search By Google

Custom Search

ฟีลิปปี 4:13
ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

Philippians 4:13
I can do all things in him that strengtheneth me.

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

วันที่ 19/11/2010

สดด.90:17 ขอความโปรดปรานของพระเจ้าของข้าพระองค์อยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์เหนือข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์ทั้งหลาย


ค่ายนิมิตใหม่ในหัวข้อ “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” จบลงแล้ว หากว่าวลีนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด และกลิ่นอายของความอบอุ่นและพระพรซึ่งได้รับจากค่ายก็ยังมิจางหาย

ฉันเคยโพสข้อความว่า “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” บนเฟสบุ้ค เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนก็เข้ามาพูดคุย บ้างก็คอมเม้นท์ และโทรมาคุย เพื่อนๆ จะถามว่า “ไปไหนเหรอ ไปด้วยดิ” บางคนก็ตอบว่า “ไปเที่ยวกัน/ไปกินข้าวกัน/ไปสังสรรค์กัน” ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องสนุกสนานในกลุ่มเพื่อนฝูง

“จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ในความหมายของค่ายคริสตจักรคือ “จับมือไว้ แล้วไปรับใช้พระเจ้าด้วยกัน” ฉันเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าสมาชิกที่ได้ไปร่วมค่ายจะมีนิมิตที่ใหม่สมกับชื่อคริสตจักรของเรา และพร้อมที่จะก้าวไปกับคริสตจักร จับมือกับคริสตจักรเพื่อรับใช้พระเจ้าด้วยกันในทุกวิถีทางที่จะกระทำได้

การรับใช้ในคริสตจักรนั้นมีมานานแล้ว ทว่า จะมีมากขึ้นในรูปแบบที่ใหม่กว่า ช่วงวันที่ 12-13/11/2010 ที่ผ่านมา คริสตจักรนิมิตใหม่จึงได้มีการระดมพลังสมองเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ศักราชใหม่ ในอันที่จะบรรลุซึ่งเป้าหมาย 10-100-1000 ร่วมกัน โดยคริสตจักรแบ่งงานออกเป็นฝ่ายชัดเจน กำหนดผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละพันธกิจ และในแต่ละพันธกิจก็ยังประกอบไปด้วยผู้ช่วยและทีมงานอีกจำนวนหนึ่ง เรามอบแผนงานทั้งสิ้นไว้กับพระเจ้า และเชื่อแน่ว่าพระองค์ทรงสถาปนาไว้แล้ว [สภษ.16:3 จงมอบงานของเจ้าไว้กับพระเจ้า และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้]

ขอบพระคุณพระเจ้าที่คริสตจักรนิมิตใหม่มีนิมิตที่ใหม่อยู่เสมอในการรับใช้พระเจ้า ซึ่งการรับใช้พระเจ้านั้นคริสตจักรได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คริสตจักรเคลื่อนไปด้วยหัวใจ ด้วยหัวเข่า และด้วยหัวคิด อย่างแท้จริง กล่าวคือ

- คริสตจักรเคลื่อนด้วยหัวใจ โดยเทใจให้กับงานของพระเจ้าเป็นงานหลักของชีวิต ด้วยสำนึกว่าเราทั้งหลายเป็นทาสของพระคริสต์ [ลก.17:10 ฉันใดก็ดี เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น ก็จงพูดด้วยว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น"]

- คริสตจักรเคลื่อนด้วยหัวเข่า โดยเทใจคุกเข่าอธิษฐาน ด้วยสำนึกว่าเราจำเป็นต้องพึ่งพาพระองค์เสมอ “อธิษฐานมาก ก็เกิดผลมาก/อธิษฐานน้อยก็เกิดผลน้อย/ไม่อธิษฐานก็ไม่เกิดผลเลย” [ยก.5:16 …คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล]-

คริสตจักรเคลื่อนด้วยหัวคิด โดยเทใจนำความคิดและสติปัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน ทั้งนี้ เราตระหนักว่าคำตอบทั้งสิ้นมาจากพระองค์ [สภษ.16:1 แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า]

หลายคนคงเคยได้ยินกฎของช่างไม้ที่กล่าวถึงการทำงานของช่างไม้ว่า เวลาจะตัดไม้ ต้องวัดขนาดไม้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในภายหลัง เพราะโดยปกติแล้วช่างไม้ที่ดีจะ “วัดสองครั้ง ตัดครั้งเดียว” เพราะเมื่อตัดไปแล้วก็คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ง่ายๆ เลย…ไม่รู้เหมือนกันว่าช่างไม้นำกฏนี้มาจากที่ใด แต่สิ่งนี้ทำให้ระลึกถึงช่างไม้ผู้ยิ่งใหญ่ องค์พระเยซูของเรา พระเยซูทรงเป็นลูกของช่างไม้โยเซฟ ทรงเรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับการเป็นช่างไม้มาตั้งแต่เด็กๆ แน่ทีเดียวว่าทรงประกอบอาชีพช่างไม้เหมือนบิดา ทรงรอเวลา ทรงศึกษาเรียนรู้ และเตรียมพระองค์ในทุกด้านเพื่อเข้าสู่ภารกิจหลักที่พระบิดาทรงใช้พระองค์มา…เช่นเดียวกัน การประชุมวางแผนของคณะธรรมกิจนั้นอาจจะกินเวลานาน และอาจจะต้องมีการประชุมอีกในหลายๆ ครั้ง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะ “หากวางแผนอย่างดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง” ขอถือโอกาสนี้ส่งกำลังใจให้กับคณะธรรมกิจและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ให้ความชื่นชมยินดีจะอยู่กับท่านเสมอตลอดการประชุม เราเชื่อว่า เมื่อเราลงมือทำ การงานทุกสิ่งก็จะเกิดผลที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า

คณะธรรมกิจจะได้มีการประชุมกันอีก ซึ่งสมาชิกคงจะได้ยินได้ฟังบทสรุปและความเคลื่อนไหวต่างๆ ในเร็วๆ นี้ ฉันในฐานะสมาชิกคนหนึ่งก็ขอร่วมจับมือไปกับทุกท่านด้วยคะ “ขอพระวิญญาณพระเจ้าจะอยู่บนท่านนั้น คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุภาพ วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า [อสย.11:2]” ขอพระเจ้าทรงโปรดสถาปนาชัยชนะและความสำเร็จให้กับเราทั้งหลาย เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์!

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าจากเพชรบูรณ์

วันที่ 27/10/2010

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาฉันมีโอกาสกลับไปเพชรบูรณ์ บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อร่วมพิธีแต่งงานของลูกสาวคุณลุง ญาติฝ่ายแม่ ลูกสาวคุณลุงชื่อว่าทับทิม เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำอำเภอซึ่งพบรักกับบุรุษพยาบาล

เนื่องจากคุณแม่ของทับทิมเสียชีวิตตั้งแต่ทับทิมยังเด็ก ทับทิมจึงอาศัยอยู่กับคุณพ่อและพี่ชายอีก 4 คน ด้วยความที่บ้านนั้นมีแต่ผู้ชาย ทับทิมจึงชอบอยู่กับพี่ผู้หญิงมากกว่า ทำให้เราพี่น้องสนิทกันมาก จนเมื่อฉันย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ จึงได้ห่างเหินกันไป แต่ฉันยังรัก ระลึกถึง และอธิษฐานเผื่อความรอดของทับทิมเสมอ โดยที่ไม่มีโอกาสประกาศเรื่องราวของพระเจ้ากับเธอเลย เธอรู้เพียงว่าฉันเป็นคริสเตียน ผ่านคำบอกเล่าของคุณแม่ของฉัน

ฉันตื่นเต้นมาก เมื่อไปถึงบริเวณงานแต่งและได้ยินญาติพี่น้องคุยกันว่างานแต่งนี้จะไม่มีพิธีสงฆ์ เพราะเจ้าบ่าวเป็น คริสเตียน ฉันขอบคุณพระเจ้า เพราะอย่างน้อยน้องสาวที่รักก็เข้าใกล้พระเจ้าเต็มทีแล้ว ฉันหารู้ไม่ว่าความชื่นชมยินดียิ่งกว่านั้นรออยู่ ตกกลางคืนได้ใช้เวลากับน้องสาว และน้องก็บอกด้วยความยินดีว่า เป็นคริสเตียนมา 3 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มคบกับว่าที่เจ้าบ่าวใหม่ๆ แต่ยังไม่กล้าบอกคุณพ่อเรื่องนี้ เกรงว่าคุณพ่อจะรับไม่ได้ เพราะลำพังแค่ไม่มีพิธีสงฆ์ในงานแต่งก็ขัดใจคุณพ่ออย่างมากแล้ว แต่ที่ต้องยอมนั้นก็เพราะความรักที่มีต่อลูกสาว

ฉันหวังใจเป็นการส่วนตัวว่าคนในครอบครัวจะได้รับความรอด เป็นความชื่นชมยินดีที่ได้มองเห็นหลายคนมาโบสถ์พร้อมกันทั้งครอบครัว หรืออย่างน้อยก็มีญาติพี่น้องใกล้ชิดมาด้วย แต่ในหมู่ญาติพี่น้องของฉันทั้งสายพ่อสายแม่ ไม่มีใครเป็นคริสเตียนเลย (เท่าที่รู้) ทับทิมจึงเป็นญาติคนแรกที่เชื่อในพระเยซู สิ่งนี้จึงหนุนใจฉันมาก ทำให้หวังใจยิ่งขึ้นว่าพี่น้องเพื่อนฝูง และอีกหลายๆ คนที่ฉันได้อธิษฐานเผื่อนั้น จะรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตด้วยเช่นกัน

ระยะทาง กาลเวลา วิธีการ หรืออะไรก็ตาม ไม่อาจปิดกั้นข่าวประเสริฐของพระคริสต์ได้ ข่าวประเสริฐของพระองค์ถูกประกาศไปทุกแห่งหน …เมื่อผู้เชื่อสัตย์ซื่อในการหว่าน ผู้เชื่อก็จะได้เก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร การหว่านนั้นหาได้จำกัดเพียงการลงมือปฏิบัติไม่ หากว่าการหว่านเมล็ดพืชแห่งการอธิษฐาน ก็เกิดผลยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ฉันรู้สึกสุขใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการหว่านคำอธิษฐานร่วมกับพี่น้องอีกจำนวนมากเพื่อความรอดของน้องสาว ฉันหว่านไปโดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าเมล็ดพืชนั้นงอกงามได้อย่างไร ฉันรู้เพียงว่าเป็นพระหัตถกิจของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าถูกขยายออกไปโดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงยิ่งใหญ่จริงๆ…ฮาเลลูยา! ขอบพระคุณพระเจ้า! สรรเสริญพระองค์!!! [มก.4:27-28 แล้วกลางคืนก็นอนหลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง]

บางคราพระเจ้าก็ประทานโอกาสให้เราเป็นผู้หว่าน บางคราก็ทรงให้เก็บเกี่ยว บางคราก็ทรงให้เป็นทั้งผู้หว่านและผู้เก็บเกี่ยว ทว่า ผู้ที่ทำให้เติบโตและเกิดผลคือพระองค์ พระเจ้าเดียวของเรา [1คร.3:7 เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงโปรดให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ]

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ต้องจ่ายราคา

วันที่ 22/9/2010

“จำเป็นต้องจ่ายราคา เมื่อปรารถนาจะเดินกับพระคริสต์”


การเรียนพระคัมภีร์ที่โรงเรียนพระคริสต์ธรรมเทอมแรกของปี 2010 จบลงแล้ว พร้อมกับความโล่งอก ฉันรู้สึกฮาเลลูยาเฮฮาสบายใจเป็นที่สุด ฉันเริ่มเรียนพระคริสต์ธรรมครั้งแรกเมื่อปี 2009 เทอมที่ 1 ซึ่งการเรียนนั้นได้รับพระพรอย่างมาก ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำให้เหน็ดเหนื่อยมากเช่นกัน

เทอมที่ 2 ของปี 2009 ฉันได้หยุดเรียน เพื่อไปเคลียร์ภารกิจทางบ้านให้เข้าที่เข้าทางก่อน ซึ่งพระเจ้าก็ทรงอนุญาต ฉันจึงยังคงมีสันติสุขอยู่ จนกระทั่งในเทอมแรกของปี 2010 ฉันก็คิดจะหยุดเรียนพระคริสต์ธรรมอีก แต่ฉันไม่มีสันติสุขเลย สุดท้ายจึงตัดสินใจลงเรียน แล้วสันติสุขที่พรากไปนั้นก็กลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม การไปเรียนนั้น ยังคงมีอุปสรรคอยู่ เช่นว่า ป่วยตรงกับวันเรียน มีงานด่วนตรงกับวันที่เรียน หรือมีภารกิจบางอย่างตรงกับวันที่เรียน ทำให้คิดไปเองว่าฉันคงไม่เหมาะที่จะเรียนต่อไป ดังนั้น ฉันจึงตั้งใจว่าจะหยุดเรียนชั่วคราว ซึ่งอาจจะยืดยาวไปถึงการหยุดเรียนแบบถาวร แต่เมื่อคิดดังนี้แล้ว สันติสุขก็ถูกพรากไปอีก จนวันหนึ่งฉันได้แบ่งปันเรื่องนี้กับพี่เจง ผู้ซึ่งเรียนจบพระคริสต์ธรรมมาหลายปีแล้ว พี่เจงหนุนใจให้ฉันเรียนต่อไป โดยไม่ให้มารและความคิดจอมปลอมมาขวาง ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ ต้องปล้ำสู้ ต้องยอมเหน็ดเหนื่อย เพราะหลายคนที่ลงเรียนก็ล้วนต้องปล้ำสู้ด้วยกันทั้งนั้น

เหตุผลในการเลิกเรียนนั้นมีมากกว่าที่กล่าวไปแล้ว คือ คิดไปเองว่าไม่เห็นต้องไปเรียนพระคัมภีร์ที่โรงเรียนพระคริสต์ธรรมเลย เพราะหลายคนที่ไม่ได้เรียนก็ล้วนเป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็งเติบโตในพระคริสต์และรับใช้พระเจ้าได้อย่างเกิดผล ดังนั้น ฉันอาศัยเรียนรวีวารศึกษา เรียนรู้ตามสื่อต่างๆ และศึกษาพระคัมภีร์ที่บ้านเอาเองก็ได้ จะได้มีเวลาอยู่กับแม่มากขึ้น ได้อยู่บ้านมากขึ้น ไม่ต้องทำการบ้านส่งครู ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่เหนื่อยด้วย (มีวิญญาณเกียจคร้านมาร่วมวงนิดหน่อย) ฉันอธิษฐานที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนฉันผ่านการใช้เวลาตามลำพังกับพระองค์ที่บ้าน แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็ไม่มีสันติสุขเลย เมื่อได้อธิษฐานอีกครั้ง และตัดสินใจที่จะเรียนต่อไป สันติสุขในพระเจ้าก็กลับคืนสู่ใจ การเรียนพระคริสต์ธรรมจึงเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตของฉัน ฉันจึงจะตั้งใจเรียนต่อไป จนกว่าพระเจ้าจะทรงนำไปในทิศทางอื่น

รวีวารศึกษาเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ได้สอนจากพระธรรมเลวีนิติ 26:14-46 ว่าด้วยโทษของการไม่เชื่อฟัง ซึ่งรายละเอียดนั้นมีมากมายจริงๆ แต่คำพูดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ เราผู้เชื่อทุกคนนั้น “ต้องจ่ายราคา” แห่งการติดตามพระคริสต์ กล่าวคือ เราต้องลงทุน ต้องลงแรง ต้องลงหัวใจ ต้องลงชีวิต หลายครั้งก็ต้องเจ็บปวด แต่การจ่ายราคาในแผ่นดินของพระเจ้านั้นเราได้กำไรเสมอ เป็นความชื่นชมยินดีและสันติสุขอันเกินความเข้าใจ อาจารย์ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สตรีที่ต้องการมีลูก เธอก็จำเป็นต้องตั้งครรภ์ ต้องคลอดบุตร ซึ่งเป็นความเจ็บปวดอย่างมาก แต่ในที่สุด ก็กลายเป็นความชื่นชมยินดีเมื่อได้ลูกมาเชยชม
ชีวิตในพระคริสต์นั้น เราต้องจ่ายราคา เพราะพระบิดาเองก็ได้ทรงจ่ายราคาเช่นกัน ทรงยอมสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อไถ่บาปให้กับคนบาปอย่างเรา องค์พระเยซูเองก็ได้ทรงจ่ายราคาด้วยชีวิตและพระโลหิตประเสริฐของพระองค์เพื่อคนบาปอย่างเราเช่นกัน ในโลกนี้จึงไม่มีการจ่ายราคาใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว

การติดตามพระคริสต์จำเป็นต้องจ่ายราคา ราคานั้นคือ หัวใจที่ถ่อมและยอมจำนนต่อพระองค์ทุกสิ่ง ยอมเสียสละความสะดวกสบายของตนเพื่อรับใช้พระองค์ ยอมถูกเข้าใจผิดจากผู้คน ยอมถูกปฏิเสธจากโลก ยอมสวนกระแสโลก ยอมทนทุกข์ในสถานการณ์แวดล้อม ยอมพับแผนการของตนไว้แล้วกระทำตามแผนการของพระเจ้า ยอมที่จะรับใช้พระเจ้าตามการทรงนำของพระองค์ มิใช่รับใช้พระเจ้าตามใจปรารถนาของตน

หลังจบชั้นรวีวารศึกษาช่วงเช้าแล้ว ฉันได้เข้าเรียนรวีวารศึกษาช่วงสายกับบทเรียน Post-Encounter โดยครูแมม ฉันก็ได้รับความประทับใจเดียวกัน ครูแมมกล่าวถึง “การจ่ายราคา” อีกครั้งหนึ่ง และอีกครั้งในช่วงเทศนา ศจ.ธงชัยก็กล่าวถึง “การจ่ายราคา” อีก เป็นอันว่าพระเจ้าทรงตรัสเน้นย้ำกับฉันในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้ง

ในช่วงสามัคคีธรรมของกลุ่มเซลพระสิริ เราได้พูดคุยถึงบทเรียนเรื่องการจ่ายราคา ซึ่งแต่ละคนก็ได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนเองในมุมมองที่แตกต่างกันไป เช่น พี่เจงมีบทเรียนเรื่องการจ่ายราคา ที่เข้าเรียน ABAC โดยไม่ได้สอบเอง สุดท้ายก็เรียนไม่จบ ต้องเสียเวลาและเสียเงินไปจำนวนหนึ่ง พี่หมวยมีบทเรียนเรื่องนำสินค้าตุ๊กตาบรายธ์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์มาขาย ทำให้เสียต้นทุนไป ถูกยึดสินค้าและต้องเสียค่าปรับเพิ่มด้วย พี่น้อยมีบทเรียนเรื่องนำซีดีไม่มีลิขสิทธิ์มาขายเช่นกัน

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันได้อธิษฐานกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง บอกพระองค์ว่าฉันยินดีจ่ายราคาตามพระบัญชาของพระองค์ เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ อะไรก็ได้ พระองค์เจ้าข้า ตรัสกับลูกเถิด!

วันรุ่งขึ้นฉันได้รับอีเมล์ TGIF (Today God Is First) devotional message, Copyright by Os Hillman ซึ่งฉันสมัครรับเป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณประจำวันนั้น วันดังกล่าวเป็นหัวข้อ The Pitfall of Being Entrepreneurial กล่าวถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่ดาวิดเสด็จไปรับหีบพันธสัญญา โดยนำมาบรรทุกหีบบนเกวียน และให้อุสซากับอาหิโยเป็นคนขับนั้น เจ้าโคดันสะดุด และด้วยความปรารถนาดี อุสซาได้ยื่นมือออกไปกุมหีบไว้ พระเจ้าจึงทรงลงโทษประหารเขาในทันที [1พศด.13:9-10 และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงลานนวดข้าวของคิโดน อุสซาก็เหยียดมือออกกุมหีบไว้เพราะโคสะดุด และพระพิโรธของพระเจ้าได้พลุ่งขึ้นต่ออุสซา และพระองค์ทรงประหารเขา เพราะเขาเหยียดมือออกยังหีบนั้นและเขาก็สิ้นชีวิตต่อพระพักตร์พระเจ้า] ในครั้งนั้น ดาวิดโกรธพระเจ้ามาก แต่ต่อมาดาวิดก็ได้เรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจากเรื่องนี้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ฉันเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง จึงโหดร้ายต่ออุสซายิ่งนัก เขาอุตส่าห์ช่วยไม่ให้หีบหล่นด้วยหัวใจที่ปรารถนาดี ทำไมพระเจ้าต้องทรงประหารเขาด้วย (ขอบคุณแอรี่ที่แนะนำ website http://msg1svc.net/servlet/FormListener?Y2dpOjE6TE4=)

กาลต่อมาฉันจึงได้เรียนรู้ว่า พระเจ้าทรงมีกฎเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเชิญหีบพันธสัญญา แต่การเคลื่อนย้ายที่กล่าวมานั้น กลับนำไปบรรทุกเกวียน และให้คนที่มิใช่เชื้อสายเลวีเป็นผู้ดูแล สิ่งนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจน …การไม่เชื่อฟังก็คือการไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นการนอกใจพระองค์

ขอยกคำพูดบางส่วนจากบทความที่อ่านนะคะ “มีสิ่งดีหลายประการที่เราสามารถทำได้ แต่เราควรทำเฉพาะสิ่งที่พระเจ้าประสงค์เท่านั้น” สิ่งที่ดีในสายตามนุษย์ อาจไม่ใช่สิ่งดีสำหรับเราในสายพระเนตรของพระเจ้า ฉะนั้น “จงอย่าทำอะไรก็ตามที่พระเจ้าไม่ได้นำ” เพราะมิเพียงจะไม่เกิดผลดีเท่านั้น แต่จะยังเกิดผลเสียด้วย และที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือ อาจต้องเสียชีวิตเหมือนอุสซาก็เป็นได้ (น่าสงสารอุสซามาก เขาคงไม่ทราบกฎเกณฑ์นี้ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารู้แล้ว)

พระเจ้าทรงมีแผนการและน้ำพระทัยที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเราแต่ละคน ...พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดช่วยเราให้จ่ายราคาเพื่อพระองค์ โดยสติปัญญาซึ่งมาจากพระองค์ โดยสันติสุขอันเปี่ยมล้นจากพระองค์ ให้เรากระทำทุกสิ่งตามชอบพระทัยพระองค์ เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ประกันชีวิตนิรันดร์

วันที่ 25/8/2010

ฉันมีโอกาสใช้บริการประกันภัยเป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ จึงขอเล่าสู่กันฟังนะคะ แต่ก่อนอื่นขอทบทวนความหมายของคำว่าประกันภัยก่อนคะ

การประกันภัย คือ การบริหารความเสี่ยงภัยวิธีหนึ่ง ซึ่งจะโอนความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันภัยไปสู่บริษัทประกันภัย เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้รับความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องเสียเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันภัยตามที่ได้ตกลงกันไว้

รูปแบบการประกันภัย แบบมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 สายหลัก คือ การประกันชีวิต และการประกันวินาศภัย การประกันชีวิต (Life Insurance) หมายรวมถึง การประกันต่อความสูญเสีย เสียหายอันจะเกิดแก่บุคคล หรือ กลุ่มบุคคล โดยสัญญาจักชดเชยเมื่อมีการเสียชีวิต และอาจมีความคุ้มครองอื่น ๆ เพิ่มเติมเช่น การประกันอุบัติเหตุและสูญเสียอวัยวะ, การประกันกรณีทุพพลภาพ , หรือ การประกันสุขภาพ ส่วนการประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) นั้น แบ่งออกเป็นสี่ประเภท คือ การประกันอัคคีภัย, การประกันรถยนต์, การประกันทางทะเล และ การประกันเบ็ดเตล็ด

ภาครัฐไม่ได้มีกฎหมายกำหนดว่าประชาชนจะต้องทำประกันชีวิต แต่กำหนดให้รถทุกคันต้องทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) อย่างไรก็ตาม พรบ. นั้นมีข้อจำกัด คือ คุ้มครองคน ไม่คุ้มครองรถ เหตุนี้เอง หลายคนจึงต้องซื้อประกันรถยนต์เอง เรียกว่า การประกันภัยภาคสมัครใจ โดยมีกรมธรรม์ให้เลือกทั้งแบบประเภท 1, 2 และ 3 โดยกรมธรรม์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองมากที่สุด คือ คุ้มครองคน ทรัพย์สิน รถเสียหาย รถหาย รถไฟไหม้ ส่วนกรมธรรม์ชั้น 2 นั้น ต่างกับประกันภัยชั้น 1 ตรงที่ ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ของเรา จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าไร แต่กรมธรรม์ชั้น 3 เป็นที่นิยมสูงสุด เพราะมีค่าเบี้ยประกันภัยถูกที่สุด แต่ให้ความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกเท่านั้น

ฉันเกริ่นซะยาวเชียว เพียงเพื่อจะเล่าให้ฟังว่าฉันได้ใช้บริการทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยภายในสัปดาห์เดียวกัน นึกแล้วก็ยังตื่นเต้นอยู่นะเนี่ย ก็มือใหม่นี่นา จึงไปจูบก้นรถคันหน้าซะงั้น รถจึงต้องเข้าศูนย์บริการตามระเบียบ ขอบคุณพระเจ้าที่มีประกันภัยชั้นหนึ่ง จึงไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่อมาฉันก็เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ต้องเข้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จึงได้ใช้บริการประกันสุขภาพ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพระเจ้าอีกนั่นแหละ เพราะหากไม่มีประกันสุขภาพ ฉันก็คงต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองชนิดอ่วมอรทัย
เพื่อความอยู่ดีมีสุข ทรัพย์สินของเราจึงควรมีประกันภัย และชีวิตของเราก็ควรมีประกันชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ความสมัครใจนะคะ ซึ่งหลายคนก็เห็นความสำคัญ ทำประกันชีวิตและประกันภัยด้วย ในขณะที่หลายคนอาจเห็นว่าไม่จำเป็น

ถึงแม้ว่าประกันชีวิตและประกันภัยจะมีประโยชน์เพียงใดก็ตามแต่ สิ่งนี้ก็ต้องมีเงื่อนไขในการจ่ายออกไป หากต้องการความคุ้มครองมากก็ต้องจ่ายมากเป็นเงาตามตัว และก็ไม่ได้ความว่าเราจะได้รับการคุ้มครองในทุกกรณี ดังนั้น การประกันเช่นนี้จึงมิอาจวางใจได้ ด้วยว่าสิ่งนี้มิใช่การประกันที่ถาวรนิรันดร์นั่นเอง

การประกันที่ถาวรนิรันดร์ซึ่งเราสามารถวางใจได้นั้น มีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น คือ ทางองค์พระเยซูคริสต์ [ยน.14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา] เป็นการประกันที่เราไม่ต้องจ่ายราคาใดๆ เพราะพระเยซู พระผู้ไถ่ องค์บริสุทธิ์ ได้ทรงจ่ายราคาให้กับเราทั้งหมดแล้ว บนไม้กางเขนนั้น

[ยน.3:16] “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

ขอบคุณพระเยซู

อยากจะขอบคุณ

วันที่ 24/8/2010

เมื่อเร็วๆ นี้เกิดเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต จนเป็นเหตุให้ต้องเข้านอนโรงพยาบาล 1 คืน ตั้งแต่จำความได้ เคยนอนโรงพยาบาล 1 ครั้ง ตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่ และนอนโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ปี 2008 ที่โรงพยาบาลตราด (อ้าว! เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยว แค่ไปนอนค้างคืนที่หอพักพยาบาล เมื่อครั้งเดินทางกับพี่อิ๋วไปเยี่ยมเยียนพี่ป๊อบที่จังหวัดตราด)

วันเกิดเหตุที่ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตนั้น เกิดขึ้นระหว่างที่กำลังเดินทางกลับจากคริสตจักรน้ำยืน อุบลราชธานี แวะทุกปั้ม ฉันก็ถ่ายท้องทุกครั้งเลย ถ้าเป็นช่วงเหตุการณ์ปกติ เพื่อนๆ ก็มักจะแซวว่า “จองที่” คือว่า หากไปที่ไหน แล้วได้ถ่ายท้องที่นั่น แสดงว่า เราเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วม (อันนี้พูดเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนฝูงนะคะ)

พี่น้องร่วมทางในรถก็อธิษฐานเผื่อฉัน ฉันรู้สึกขอบคุณมาก ทั้ง ศบ.พงษ์ศักดิ์ คุณยายอรุณ ครูแมม และพี่อิ๋ว แม้แต่คนขับรถคือเฮียเป็ดก็เอายามาให้ทาน แต่อาการของฉันก็ยังไม่ดีขึ้น ยิ่งเดินทางนานขึ้นก็ยิ่งปวดท้องมากขึ้น ปวดมากจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เกิดอาการปั่นป่วน มวนๆ บิดๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่วงระยะทางจากโคราชถึงกรุงเทพฯ นั้น นอนไม่ได้เลย ต้องงอตัวและเอาหัวพิงเบาะข้างหน้า เป็นความทรมานอย่างมาก เมื่อถึงกรุงเทพฯ ปุ๊บ เจอโรงพยาบาล ก็ขอเลี้ยวเข้าปั๊บเลย

การถ่ายท้องคงจะหยุดลงแล้ว แต่อาการปวดท้องกลับหนักขึ้น มาถามเพื่อนที่เคยมีอาการนี้ภายหลัง เพื่อนเล่าว่าเกิดจากลำไส้ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และมีเชื้อโรคอยู่ที่ลำไส้ด้วย ประกอบกับการเดินทางไกล รถเด้งขึ้นเด้งลง ไม่ได้นอน อาการจึงหนักมาก ต่อมาฉันก็เริ่มหนาวสั่น ไข้ขึ้น หมดเรี่ยวหมดแรง น้ำตาไหลพราก

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาดูอาการ พอคนเดิมออกไป คนใหม่ก็เข้ามา ก็ถามชื่อ ถามประวัติ ถามอาการซ้ำอีก โอ๊ย! ปวดท้องจะแย่อยู่แล้ว ถามเซ้าซี้อยู่ได้ ทำไมไม่คุยกันเองนะ สรุปว่าอาการหนักต้อง Admit ฉันก็ตกลง สักพักหนึ่งก็มีคนใหม่เข้ามาอีก มาเจาะเลือด มาถามประวัติ ถามอาการอีก คราวนี้ระเบิดลง ไม่ไหวแล้ว ไม่อยู่แล้วโรงพยาบาลนี้ กลับบ้านดีกว่า ครูแมมก็เข้ามาหนุนใจว่าให้นอนโรงพยาบาลเถอะ ฉันจึงตกลง เอาไงเอากัน

“เป็นยังไงมั่งคนเก่ง” เสียงหล่อทุ้มอบอุ่นลอยเข้ามา ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นคุณหมอ แต่เป็นน้ามุขสุดหล่อของครูแมม มาพร้อมน้องมัท ฉันยกมือไหว้ได้ข้างเดียว เพราะมืออีกข้างถูกสายน้ำเกลือสกัดไว้ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคุณพ่อมาเยี่ยมเลยคะ รู้สึกถึงความห่วงใยเจือความอบอุ่นที่บอกไม่ถูก น้ำตาแห่งความตื้นตันใจก็ไหลออกมาปนกับน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจากอาการป่วย น้ามุขบอกว่า “หมดสภาพเลย” เอ้อเหอ ของจริงคะน้ามุข เก่งไม่ออกแล้วคราวนี้

คริสตจักรของเรานั้นเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลายร้อยคน ป้ายวงก็เพิ่งจากเราไป หลายคนก็เหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมงานศพ สมาชิกบางคนก็เจ็บป่วย สมาชิกบางคนก็สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สมาชิกบางคนก็ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ขอบคุณที่คริสตจักรของเรานั้นรักและพะวงซึ่งกันและกัน…ขอบคุณเหลือเกิน

เล่าข้ามฉากไปนิดหนึ่งคะ พยาบาลนำตารางค่าห้องมาให้ดู “จะเลือกแบบไหนคะ ตอนนี้เหลือเฉพาะห้องเดี่ยวธรรมดา กับห้องเดี่ยววีไอพี” โอ้โห! ขอกลับบ้านได้ไหม (จ๊าก! ไม่ทันแล้ว) ห้องธรรมดาก็ราคา 3,800++ โอ๊ะโอ๋ ราคาประมาณห้อง Deluxe โรงแรมสี่ดาวเลยนะคะ ฉันจึงตกลงเลือกห้องที่ถูกที่สุดซึ่งยังมีอยู่ คือห้องราคา 3,800 บาท

พี่อิ๋วหัวหยิกน่ารัก อาสานอนเฝ้าคนป่วยโดยที่ไม่ได้ร้องขอ สองพี่น้องจึงนอนโรงพยาบาล 1 คืน ขอบคุณพระเจ้า เมื่อถึงเวลาเช้าอาการก็ดีขึ้น เติมน้ำเกลือเป็นขวดที่ 2 พี่อิ๋วต้องกลับไปนมัสการที่โบสถ์ ส่วนฉันนั้นสามารถลากถังน้ำเกลือด้วยตัวเองได้แล้ว ช่วงสายๆ เจ้าหน้าที่การเงินโทรมาแจ้งค่าใช้จ่ายเบื้องต้นคืนแรก จำตัวเลขไม่ได้ ได้ยินแต่คำว่าหมื่นกว่าๆ อ๊ะ ไข้จะขึ้นไหมเนี่ย แต่เบิกประกันได้ส่วนหนึ่ง และฉันต้องชำระเองส่วนหนึ่ง

คุณหมอเข้ามาดูอาการตอนประมาณ 10 โมง และมีมติว่าให้นอนโรงพยาบาลต่ออีก 1 คืน แต่ฉันไม่ตกลง คุณหมอบอกว่าถ้าคุณกลับบ้านก็เสี่ยงมาก เพราะคุณอ่อนเพลียมาก แล้วหมอก็ให้แลบลิ้น ปลิ้นตา กดท้อง กดนู่น กดนี่ แล้วก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ ซึ่งต้อง check out เวลาบ่ายสอง (เหมือนโรงแรม…อีกแล้ว) ฉันก็นอนให้น้ำเกลือต่อไปเรื่อยๆ ประมาณเที่ยงก็มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งค่าใช้จ่ายจริงกับการนอนโรงพยาบาล 1 คืน คือ 12,100.72 บาท ซึ่งขอบคุณพระเจ้าที่บริษัทซึ่งทำงานอยู่ได้ทำประกันให้กับพนักงาน ประกันจึงจ่ายให้ 10,260.72 บาท และฉันจ่ายส่วนเกิน 1,840 บาท

น้ามุขกับครูแมมมารับออกจากโรงพยาบาล ฉันแอบบ่นกับครูแมมว่าต้องจ่ายส่วนเกิน 1,840 บาทแน่ะ ถ้าเข้าโรงพยาบาลที่มีประกันสังคมด้วย ก็คงไม่ต้องจ่ายเลย (แต่ถ้าคืนที่ป่วยต้องเดินทางต่อไปที่ย่านพระราม 2 ใกล้บ้านนั้น เห็นจะไม่ไหวแน่) ครูรวี จึงเตือนว่าให้คิดในแง่บวก ให้ขอบคุณพระเจ้าที่ก้อนใหญ่นั้นมีผู้จ่ายให้ ส่วนเรานั้นจ่ายเฉพาะก้อนเล็กเท่านั้น ขอบคุณพระเจ้า

ด้วยความที่ค่าห้องแพงเหลือเกิน น้ามุขจึงช่วยหยิบทุกอย่างที่อยู่ในรายการของผู้ป่วยใส่ถุงให้ ทั้งขนม น้ำ นมกล่อง น้ำผลไม้ หนังสือพิมพ์ และกระเป๋าเล็กบรรจุอุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกาย เป็นอันฮาสำหรับฉันมาก

กระบวนการส่งต่อผู้ป่วยเกิดขึ้นที่คริสตจักรนิมิตใหม่ คุณพี่อ้อยกับพี่เว้ง และพี่แอ๊ด อาสาไปส่งถึงบ้าน คุณพี่แอ๊ดนั้นขนของอันหนักอึ้งเข้าไปถึงในบ้านเลยทีเดียวเชียว ส่วนพี่เว้งนั้นก็หัวเราะอารมณ์ดี “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรหรอก หายแล้ว” นั่นคือกำลังใจจากพี่ชายของเรา

“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” [สดด.46:1] ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่เสมอจริงๆ ในยามยากลำบากนั้น ทรงให้ความช่วยเหลือผ่านทางคริสตจักรของพระองค์ “โอกาสเหมาะที่สุดที่จะยื่นมือไปช่วยใคร คือเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ” เป็นคำกล่าวที่เป็นจริงมาก ขอบคุณพระเจ้าอีกครั้งสำหรับพี่น้องทุกคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามยากลำบาก ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม ขอบคุณทุกคนที่อธิษฐานเผื่อ ขอบคุณทุกข้อความทั้งทางโทรศัพท์และทาง facebook ขอบคุณสำหรับโทรศัพท์ทุกสาย ขอบคุณทุกความห่วงใย เหตุการณ์นี้ทำให้ระลึกถึงสุภาษิตที่ว่า “มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยกันยามทุกข์ยาก” [สภษ.17:17]

พระเจ้าทรงได้รับเกียรติจากการกระทำของทุกท่าน แม้ท่านจะทำกับคนเล็กน้อยคนนี้ ท่านได้เลียนแบบองค์พระเยซู พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณก็สนิทแน่นแฟ้นเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หากจะว่าไปแล้ว เรานั้นก็มีสายเลือดเดียวกัน โดยทางพระโลหิตขององค์พระเยซู

ฮาเลลูยา!

เจ้าตัวอิจฉา

วันที่ 9/8/2010

วิชาการให้คำปรึกษาที่โรงเรียนพระคริสต์ธรรมสวนพลูเทอมนี้ อ.วีระนุช มอบหมายงานชิ้นหนึ่งให้นักศึกษาภาคค่ำจับคู่กันทำรายงาน เพื่อนำไปสู่การเป็นที่ปรึกษาที่ดี หัวข้อที่แต่ละคู่ได้นั้นก็แตกต่างกันออกไป พี่อิ๋วกับฉันนั้นจับคู่กันและทำรายงานในหัวข้อ “ความอิจฉาริษยา” ทุกสิ่งนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระเจ้าทรงประสงค์ให้ฉันเรียนรู้เรื่องดังกล่าวตามน้ำพระทัยของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

อันว่าความอิจฉาริษยานั้น เป็นความบาปที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษนั่นทีเดียว ตั้งแต่ครั้งอาดัมกับเอวาในสวนเอเดน โดยต้นแบบแห่งความอิจฉาริษยาก็คือเจ้ามารซาตานนั่นไง เจ้าลูซิเฟอร์ ฑูตสวรรค์ผู้มีจิตใจอิจฉาริษยา ปรารถนาจะเป็นเหมือนพระเจ้า มันจึงต้องร่วงลงมาจากฟ้า พระคัมภีร์ให้บทเรียนเรื่องความอิจฉาริษยาไว้มากมายหลายตอน เรื่องราวที่โด่งดัง ก็เช่น คาอินกับอาเบล, เอซาวกับยาโคบ, นางซาราห์และฮาการ์, โยเซฟและพี่ชาย, ซาอูลและดาวิด เป็นต้น

ถึงแม้ว่าฉันได้ผ่านบทเรียนและกลับใจเรื่องความอิจฉาริษยามาหลายรอบแล้วก็จริง แต่ดูเหมือนว่ายังต้องเรียนรู้อีกและยังต้องกลับใจอีก ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำฉันด้วย

หนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันอ่านเพื่อประกอบการทำรายงานคือ “อิจฉาและริษยา” ของเฮนรี่ ดับบลิว ไรท์ แปลโดย ภัทรียา กาญจนมุกดา ของสำนักพิมพ์บริดจ์ คอมมิวนิเคชั่น อ่านไปก็สำรวจตนเองไป ระลึกถึงที่คริสตจักร ที่ทำงาน เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และอื่นๆ

คำว่า “อิจฉา” มีความหมายว่า มีความอยากได้ในสิ่งที่ผู้อื่นมี แต่เราไม่มี ทั้งด้านทรัพย์สมบัติ ลักษณะรูปร่างนิสัย และการประสบความสำเร็จ ส่วนคำว่า “ริษยา” หมายความว่า ความรู้สึกไม่พอใจ หรือเป็นทุกข์เป็นร้อน เมื่อเห็นผู้อื่นมี ในสิ่งที่ตัวเองไม่มี

ความอิจฉาริษยามีรากมาจากการไม่เชื่อวางใจพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระเจ้ารักและดูแล ไม่เชื่อว่าพระองค์ช่วยเหลือค้ำจุนทุกสิ่งในชีวิตได้ ทั้งนี้ กุญแจ 3 ประการ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องความอิจฉาริษยา คือ ข้อ 1- ไม่วางใจพระเจ้า, ข้อ 2- ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะดูแลชีวิตคุณ, ข้อ 3- ไม่ยอมรับตัวเองอย่างที่พระองค์ยอมรับคุณ

วิญญาณที่เกี่ยวข้องกับความอิจฉาริษยา ได้แก่ ความรู้สึกทั้งหมดที่พัวพันอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คือ การแก้แค้น ความโหดร้าย ความโกรธ การผูกพยาบาท ความเดือดดาล ซาดิสท์ การกรีดร้อง การอาฆาตแค้น การทรยศ การควบคุม ชอบบงการ การครอบงำ ขาดความอดทน ร้อนใจ การวิพากษ์วิจารณ์ ความโลภ เห็นแก่ได้ ความปรารถนาที่ควบคุมไม่ได้ อยากรู้อยากเห็น ความไม่พอใจ กิเลสในวัตถุสิ่งของ การขโมย ความขมขื่น ขุ่นเคือง การต่อต้าน ดูถูก แข่งขัน การเป็นศัตรู การต่อสู้ เกลียดชัง การเกลียดสิทธิอำนาจ การเป็นศัตรู ฉุนเฉียว การฆาตกรรม ความแค้นใจ เกลียดตัวเอง เจ้าอารมณ์ ไม่ยอมยกโทษ ความรุนแรง โมโหจัด ทะเลาะวิวาท ความรำคาญ โต้เถียง ไม่ลงรอยกัน ถกเถียง ประชดประชัน พูดให้ร้าย ยะโสโอหัง หยิ่งทะนง

ปัญหาของความอิจฉาริษยา คือ ต่อให้คุณมีมากเท่าไร คุณก็ไม่เคยพอใจ ความอิจฉาไม่เคยปล่อยให้คุณอยู่ตามลำพัง และจะไม่ปล่อยให้คุณมีสันติสุข เพราะคุณจะคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา คุณยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น รวมถึงสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำในชีวิตคุณในระดับของคุณไม่ได้

วิญญาณแห่งความอิจฉาริษยาไม่เคยทำให้ใครมีความสุข มันกัดกินสันติสุขไปโดยที่หลายครั้งนั้นไม่รู้ตัว สำหรับฉันนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่บ้านนั่นเอง ไม่ใช่ที่ใดอื่นไกลเลย ด้วยเหตุว่าฉันเกิดอาการเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นคุณลุงคุณป้าข้างบ้านดูแลลูกสาวอย่างดี คุณลุงคุณป้าอายุประมาณ 60 ปีแล้ว แต่ทำทุกสิ่งสารพัดให้กับลูกสาววัยประมาณ 40 ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน โดยคุณลุงคุณป้าจะดูแลงานบ้านงานเรือนให้ทั้งหมด โดยที่ลูกสาวไม่ต้องทำงานบ้านเลย เช้ามา พ่อแม่ก็หยิบรองเท้าให้ เปิดประตูบ้านให้ ล้างรถให้ เย็นมาก็รอเปิดประตูรับลูก ช่วยถือของ พร้อมมีอาหารเย็นจัดเตรียมไว้ให้ ทานอิ่มแล้วพ่อกับแม่ก็ล้างให้ เป็นต้น เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ในเวลานั้น รู้สึกอิจฉาพี่สาวข้างบ้านขึ้นมาซะแล้ว

หลังจากพิมพ์รายงานรอบแรกเสร็จและส่งให้พี่อิ๋วช่วยเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่อ่าน สิ่งที่พิมพ์ ก็วนเวียนซ้ำไปมาอยู่ในหัว และก็ต้องตกใจอย่างมากที่พบว่าฉันเป็นคนอกตัญญูสิ้นดีและมีความอิจฉาอย่างร้ายกาจที่เปรียบเทียบตนเองกับพี่สาวข้างบ้านเช่นนั้น ช่างน่าละอายจริงๆ

ในวันเดียวกันนั้น ช่วงเวลาส่วนตัวได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน เล่มนี้อ่านค้างนานแล้ว ชื่อเรื่อง “พระคริสต์ในคุณสะท้อนพระสิริของพระองค์” โดย ดร.เลส คาร์เตอร์ แปลโดย จารุวรรณ ใหม่วงศ์ สำนักพิมพ์ศูนย์ทีรันนัส เมื่อเปิดปุ๊บก็พบหัวข้อเรื่อง “รับหัวใจทาสรับใช้ไว้เป็นของตน” เรื่องโดยย่อกล่าวว่า ในคำเทศนาของเปาโลเรื่องความถ่อมใจ ท่านอธิบายว่าพระเยซูทรง “รับสภาพทาส” ซึ่งคำนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่มั่งคั่งในความถ่อมใจของพระคริสต์

ในสมัยการปกครองของโรม เจ้านายสามารถปล่อยทาสให้เป็นอิสระได้ แต่บางครั้งผู้ที่ได้รับอิสรภาพจะบอกเจ้านายของตนว่า “แม้ว่าข้าพเจ้าเป็นอิสระจะเลือกทำอะไรก็ได้ ข้าพเจ้าต้องการอยู่กับท่านเป็นข้ารับใช้ท่านต่อไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตัวเยี่ยงทาส แม้เราทั้งคู่รู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นทาสแล้วก็ตาม” นี่คือ หัวใจของทาสรับใช้

พระเยซูทรงรักษาท่าทีของทาสรับใช้เอาไว้ ประการแรก ท่าทีในการอุทิศตัวต่อพระเจ้า แล้วก็ท่าทีในการอุทิศตัวต่อผู้คน แม้ว่าจะทรงสามารถทำสิ่งใดก็ตามและที่ใดก็ตามที่พระองค์ต้องการ พระองค์ทรงเลือกจะเป็นผู้รับใช้ด้วยใจสมัครแก่ผู้ที่ต้องการพระองค์ การทำเช่นนั้น พระองค์ต้องเอาการมุ่งสนใจแต่ตัวเองออกไป และใส่ใจกับผู้ที่พระองค์ทรงรักก่อน

ผู้เขียนยังกล่าวด้วยว่า ท่าทีของทาสรับใช้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้สำเร็จได้ในหลายสถานการณ์ และบางคนอาจจะเอาเปรียบจากคุณสมบัติที่ดีนั้นได้ เป็นไปได้เสมอที่ใครบางคนจะใช้เราในทางที่ไม่ถูกไม่ควร แต่ผู้เขียนก็บอกเราว่า “ลืมมันเสียเถอะ” จริงอยู่ การเป็นผู้รับใช้อาจเชิญชวนให้คนไม่ไวต่อความรู้สึกของคนอื่น อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเป็นทุกสิ่งสำหรับทุกคนได้

ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งมาจากการสนทนาของพระเยซูกับเหล่าสาวกของพระองค์ ในคืนก่อนที่เขาจะอายัดพระองค์ เป็นเวลาของการชำระก่อนมื้ออาหารปัสกา ตามธรรมเนียมกำหนดให้สมาชิกในกลุ่มที่ต่ำต้อยกว่า หรืออ่อนอาวุโสกว่านำอ่างน้ำไปล้างเท้าของคนที่มาในฐานะผู้นำ พระเยซูทรงอยู่ในฐานะที่มอบหมายหน้าที่นี้ให้ใครสักคนในหมู่พวกเขาทำ แต่ด้วยความสงบ ไม่มีคำกล่าวใดๆ ออกมา พระองค์ทรงเปลื้องผ้าคาดเอว ถืออ่างน้ำและกระทำการที่น่าอัปยศอดสูนี้โดยเต็มพระทัย

ทำไมจึงทรงทำเช่นนี้? เพื่อสื่อสารถ้อยคำที่ทรงพลัง นั่นคือ พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งการปรนนิบัติ

เรื่องนี้ขึ้นต้นด้วยความอิจฉาริษยาแล้วทำไมจบลงด้วยการปรนนิบัติล่ะ ก็เพราะเหตุว่าฉันได้อิจฉาพี่สาวข้างบ้าน โดยเปรียบเทียบสิ่งที่ฉันเป็นและสิ่งที่เธอเป็น เธอได้รับการปรนนิบัติอย่างดี เธอมีในสิ่งที่ฉันไม่มี ฉันจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมฉันจึงไม่มี แต่อย่ากระนั้นเลย เรื่องสำคัญที่สุดมิใช่อยู่ที่ว่าคนอื่นมีหรือไม่มีอะไร และไม่ขึ้นอยู่กับว่าฉันมีหรือไม่มีอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าฉันได้ยอมรับในสิ่งที่ฉันมีหรือเปล่า ฉันได้ขอบพระคุณพระเจ้าหรือเปล่า และฉันได้ไว้วางใจพระเจ้าหรือเปล่า และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ฉันต้องมีหัวใจแห่งการปรนนิบัติผู้อื่น มิใช่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมาปรนนิบัติ เพราะฉันปรารถนาจะเดินตามพระเยซูยิ่งนัก

ขอบคุณพระเจ้า พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์…เมื่อสารภาพบาปกลับใจ พระองค์ก็ทรงอภัยให้ทั้งสิ้น แต่ว่าหน้าที่ของฉันยังไม่จบ นอกจากหัวใจที่ไม่ต้องอิจฉาริษยาผู้ใดแล้ว ฉันต้องมีความถ่อมใจ ต้องสวมหัวใจแห่งการปรนนิบัติ และที่สำคัญที่สุดคือ สวมหัวใจแห่งความรัก เพราะความรักนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด

[1คร.13:4-8] “ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น …”
***ขอพี่น้องโปรดอธิษฐานเผื่อให้ฉันเดินอยู่ในความรักแบบพระคริสต์อย่างแน่วแน่มั่นคงด้วย
หมายเหตุ: ตัวอักษรสีเขียว หมายถึง ไม่ได้เขียนเอง แต่คัดลอกมาจากหนังสือเล่มอื่น

บทเรียนจากใบขับขี่

วันที่ 23/7/2010

“เป็นยังไง ละไอ้ใบขับขี่ บอกหน่อยซิ ว่าต้นเป็นยังไง เป็นยังไง ละไอ้ต้นขับขี่ บอกหน่อยซิ จะเด็ดใบมาฝาก” บทเพลงท่อนหนึ่งจาก พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ถูกครูแมมนำมาแซวซะนี่ และครูแมมก็ต้องเป็นบุคคลสำคัญในการอธิษฐานเผื่อใบขับขี่ของฉันด้วย
การขับรถ และการสอบใบขับขี่ อาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่เป็นเรื่องยากสำหรับฉัน เพราะไม่เคยสนใจเรื่องเครื่องยนต์กลไกและเรื่องการขับรถมาก่อนเลย เวลาขึ้นรถก็นั่งอย่างเดียว ดูวิวเพลินๆ สองข้างทาง หรือไม่ก็หลับ (คร่อก)

ทว่า ในยามที่การขับรถเป็นภาคบังคับนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปหัดไปเรียน ยามไปเรียนนั้นคุณครูก็ส่ายหน้า บอกว่าฉันสมาธิสั้นซะงั้น เหอะ จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ปฏิเสธไว้ก่อน แต่สักพักหนึ่งคุณครูก็จะบอกว่าความจำดีนะ เอ่อ อย่างนี้ ค่อยพูดกันรู้เรื่องหน่อย (หุหุ) คือว่า ที่ไปเรียนเนี่ยเพราะไม่รู้ไง และทุกอย่างก็ดูยากไปเสียหมดสำหรับคนไม่รู้ ดังนั้น ครูควรจะเข้าใจเด็กๆ เอ้ย! ผู้เรียนด้วย…เมื่อเรียนได้ครบ 10 ชั่วโมง ตามหลักสูตรปกติ คุณครูก็เข็นให้ไปเรียนเพิ่มอีก 4 ชั่วโมง รวมแล้วเสียเงินค่าเรียนไปประมาณ 4,000 บาท แพงเอาเรื่องเลย แต่ได้ใบขับขี่มา 1 ใบก็คุ้มแล้ว

แต่ช้าก่อน อุตส่าห์ไปเรียนมาตั้ง 14 ชั่วโมง ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินทางหยุดอยู่แค่นั้น ฉันรู้สึกประหม่าตื่นเต้นเป็นพัลวันในวันสอบใบขับขี่ เล่นเอานอนแทบไม่หลับ แถมยังฝันซะนับเรื่องไม่ถ้วนอีก ความกลัวเข้าครอบงำซะแล้ว ต้องอธิษฐานอย่างหนัก และร้องเพลงนมัสการพระเจ้า

ขนส่งหัวกระบือ ถนนบางขุนเทียนชายทะเล ผู้คนล้านเจ็ด เอ้ย! ประมาณ 200 กว่าคน ไปขอสอบใบขับขี่ ซึ่งทางขนส่งก็จะทดสอบสมรรถภาพร่างกายก่อน ได้แก่ การตอบสนองของร่างกาย ทดสอบสายตา ทดสอบการมองระยะต่างๆ และการมองสี จากนั้นก็เข้าอบรมตั้งแต่เวลา 9.00-11.30 น. ก็ให้นั่งดูวีดีโอ เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน จบแล้วก็มีวิทยากรมาบรรยายให้ฟังเกี่ยวกับเครื่องหมายจราจร และพวกเราก็เข้าสอบ หลายคนกลัวว่าจะสอบไม่ผ่าน เพราะหากสอบข้อเขียนไม่ผ่าน ก็จะต้องมาสอบอีกในอีก 3 วันทำการ และหากสอบไม่ผ่านอีก ก็ไม่มีสิทธิ์สอบขับรถ ข้อสอบก็ไม่ยากอย่างที่คิด มีทั้งหมด 30 ข้อ แต่ก็มีบางข้อที่ตอบไม่ได้ เพราะเป็นคำถามเรื่องวิธีการดูแลรักษารถ วิธีการดูแลเครื่องยนต์ และเช็คอุปกรณ์สายพาน เป็นต้น วิธีการสอบก็เป็นแบบจอคอมพิวเตอร์ กดปุ่ม start และเริ่มทำตั้งแต่ข้อ 1 มีปุ่มให้เลือก 1-2-3-4 เมื่อกดเลือกแล้ว ข้อถัดไปก็เด้งขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่แน่ใจ ก็สามารถย้อนกลับมาทำข้อเดิมได้ สามารถตรวจทานก่อนส่งได้ แต่คอมพิวเตอร์ที่ฉันใช้มันกลับเด้งแฮะ พอกดตอบปุ๊บ มันก็เด้งไปอีก 2 ข้อ อ้าว! งานเข้า ต้องย้อนกลับมาทำอีก…เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็กด send จากนั้น ผลคะแนนก็ปรากฎที่หน้าจอ เป็นอันว่าเรียบร้อยการสอบด่านแรก

รอบบ่าย ที่สนามสอบ อันนี้เค้าเรียกว่าสนามสอบจริงๆ เพราะปกติเนี่ย เวลาสอบเราจะอยู่ในห้องเรียน ห้องแอร์ แต่นี่เป็นสนามจริงๆ ขั้นแรก เจ้าหน้าที่ให้เราดูวีดีโอเรื่องท่าสอบก่อน แล้วจึงมีเจ้าหน้าที่สาธิตวิธีการสอบ ให้ไปตามเส้นทางที่กำหนด โดยท่าสอบหลักๆ นั้นมี 3 ท่า คือ ท่าเดินหน้า-ถอยหลังตรง, ท่าจอดเทียบฟุตบาธ และท่าจอดรถเข้าซองแบบฝังตัว ตอนที่ฝึกนั้น ฉันแม่นท่าเดินหน้าถอยหลัง และท่าจอดรถเข้าซองมาก แต่ท่าเทียบฟุตบาธนั้น ฝึกเท่าไรก็คุณครูส่ายหน้าคะ คุณครูไม่ค่อยมั่นใจในตัวลูกศิษย์เท่าไร เหมือนฉันเลยที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็อธิษฐานอย่างเดียว บางคนอาการหนัก เหงื่อแตกพลั่ก วิ่งเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น บ้างก็ดมยาดมจนหน้าซีด

รถที่ใช้สอบนั้น สามารถนำมาเองได้ หรือ จะเช่าจากทางขนส่งก็ได้ คันละ 100 บาท สำหรับฉัน คุณครูนำรถที่ใช้ฝึกนั้นมาให้ขับ คุณครูย้ำมากให้ขับดีๆ ห้ามชน อายเค้า เพราะมีชื่อโรงเรียนติดอยู่ข้างรถ (อ้าว!) คุณครูให้ฉันสอบเป็นคนท้ายๆ เพราะว่าจะได้ดูวิธีการจากคนอื่น และจะเป็นช่วงที่รถไม่เยอะด้วย แต่สำหรับฉันแล้ว อยากสอบเต็มแก่ เพราะว่ายิ่งดูนานๆ ยิ่งตื่นเต้นมาก หัวใจจะวาย
บนสนามสอบก็มีรถวิ่งสวนกันไปมา 10 กว่าคัน แถมมีมอเตอร์ไซด์มาสอบบนสนามเดียวกันอีก อู้ฮู สนุกจริงๆ บางคนนั้นสามารถทำได้ทั้ง 3 ท่าบังคับ แต่ดันวนรถผิด จอดไม่ตรงจุด หรือไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร ก็ตกไป คนที่สอบผ่าน จะได้เอกสารคืน เพื่อนำไปทำใบขับขี่ได้เลย ส่วนคนที่สอบไม่ผ่าน ก็ได้ใบนัดให้ไปแก้ตัวใหม่ ตกท่าไหนก็สอบท่านั้น ให้สอบทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ถ้า 3 ครั้งยังสอบไม่ผ่าน ก็จะต้องเริ่มกระบวนการสอบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สอบข้อเขียนมาเลย

กว่าฉันจะได้ลงสนามสอบก็บ่ายสามโมงกว่าๆ เข้าไปแล้ว ตื่นเต้น หายตื่นเต้น สลับกันไปมา คุณครูหน้าเครียด บอกว่าทำให้ได้นะ เสียชื่อครู เสียชื่อโรงเรียน ป๊าบ! ใครเขาจะอยากตกละคุณครู ก็ต้องพยายามกันทั้งนั้นแหละ สรุปคือ ฉันผ่านท่าเดียวคือ ท่าจอดเทียบฟุตบาธ เป็นอันประหลาดใจสำหรับตัวเองและคุณครู เพราะท่านี้ ตอนซ้อมนั้นไม่ได้ ส่วนท่าแรกคือเดินหน้าถอยหลังตรง ขากลับออกมาดันถอยเบี้ยวกินกรวยซะงั้น ส่วนท่าจอดรถเข้าซอง ก็ยังไม่ได้สอบ เพราะไปกินกรวยอีก 1 อัน กรรมการเลยเชิญออกจากสนาม (แป่ว)

วันแก้ตัวมาถึง ห่างจากวันแรก 2 วัน ขอบคุณพระเจ้า ช่วงกลางคืนไม่ตื่นเต้นฝันซี้ซั้วเหมือนครั้งก่อนแล้ว พยายามปรับใจตัวเองให้นิ่ง ในขณะที่หัวใจไม่ยอมนิ่ง เต้นแรง เต้นแรง แต่ก็ต้องบังคับตัวเอง ใส่พระคำลงไปว่า พระเจ้าตรัสว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” โอ๊ะ! พระเจ้าคะ ทำใจนิ่งนี่มันยากอย่างนี้นี่เอง เมื่อเราเผชิญกับความกลัว ความคาดหวังที่สูง ความไม่แน่นอน กลัวล้มเหลว กลัวผิดพลาด…ฉันย้อนกลับไปถึงช่วงที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นและกลัวมากๆ คือ ช่วงที่ต้องออกไปยืนกลางเวทีเพียงลำพังครั้งแรกโดยที่มีสายตาหลายร้อยคู่จับจ้องอยู่ ต่อมาเมื่อเรียนจบก็มีอาการตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อต้องสอบสัมภาษณ์เข้าทำงาน ซึ่งตอนนั้นฉันก็พึ่งพระเดิมที่รู้จัก แต่ตอนนี้ ฉันรู้จักพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระองค์ที่ฉันเชื่อและวางใจ ฉันจึงท่องพระคัมภีร์ข้อนี้แหละ “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” พระเจ้าคะช่วยลูกด้วย ลูกนิ่งไม่ได้โดยตัวของลูกเอง ลูกขอพึ่งพาพระองค์ จากนั้นก็เริ่มปลดปล่อยความเชื่อมั่นกลับมา อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และถ้าหากมันมาถึง ก็ไม่เป็นไร สอบใหม่ก็ได้ จากนั้นก็เข้าสนามสอบอย่างตั้งใจ และก็ผ่านมาได้อย่างฉลุยในรอบ 2 แต่พอรู้ว่าตัวเองทำได้ปุ๊บ อาการตื่นเต้นก็กลับมาอีก (เป็นซะงั้น) ตอนที่กรรมการยื่นเอกสารให้ บอกว่าผ่านแล้ว และให้เซ็นต์ชื่อ มือฉันก็ยังเซ็นต์ชื่อแบบสั่นๆ อยู่เลย (ครั้งแรกตื่นเต้นเพราะกลัว แต่คราวนี้ตื่นเต้นเพราะดีใจ) ฮาเลลูยา!

วิธีการทำใบขับขี่ก็ทันสมัยนะคะ เมื่อได้คิวแล้วก็ไปนั่งให้เจ้าหน้าที่ถ่ายรูป แชะแชะ จ่ายเงินไป 205 บาท เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อได้ใบขับขี่แล้วก็ต้องฟ้องคุณครู เอ้ย! รายงานคุณครูแมมว่าได้ใบขับขี่แล้วนะ คุณครูแมมก็ฮาเลลูยาด้วย ขอบคุณนะค้า

[สดด.46:10]"จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก"