Custom Search By Google

Custom Search

ฟีลิปปี 4:13
ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

Philippians 4:13
I can do all things in him that strengtheneth me.

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เกลือของโลก

วันที่ 14/6/2011

ใครชอบกินเค็มบ้างเอ่ย ยกมือขึ้น…ว้าย! ฉันคนหนึ่งแหละไม่ชอบอาหารเค็ม แต่ถ้าไม่ใส่เกลือหรือน้ำปลาเลยเนี่ย ก็จะทำให้อาหารจืดชืดไม่อร่อยนะ

สมัยเด็กเคยฟังนิทานเรื่อง “เกลือ” มีเศรษฐีคนหนึ่งประกอบอาชีพล่องเรือใหญ่ค้าขายไปตามลำน้ำต่างๆ โดยมีลูกจ้างจำนวนหนึ่งบนเรือ ซึ่งในจำนวนนี้มีสาวใช้ 2 นาง นามว่า นางเม้าท์ และ นางจันทน์ ติดสอยห้อยตามไปด้วย และก็เป็นธรรมดาในละครน้ำเน่า เอ้ย! ในนิทาน ที่ต้องมีนางเอกและก็นางร้าย ด้วยว่าทั้ง 2 นางนั้น ความสวยก็สูสีกัน ทว่า นางเม้าท์นั้นจะสวยเปรี้ยว ขี้เกียจ และขี้อิจฉา ผิดกับนางเอกของเราคือ นางจันทน์ ที่สวยเรียบร้อย ขยัน และถ่อมใจ

แน่นอนว่าเศรษฐีย่อมโปรดปรานนางจันทน์ที่อ่อนหวานน่ารัก นอกจากนั้น ยังโปรดปรานฝีมือทำกับข้าวของนางจันทน์มากกว่าฝีมือของนางเม้าท์ซะอีก ทั้งๆ ที่นางเม้าท์อุตส่าห์ไปร่ำเรียนวิชาทำกับข้าวจากอาจารย์ยิ่งยงศักดิ์มาแล้ว

นางเม้าท์ร่ำเรียนวิชาทำกับข้าวจากอาจารย์ฝีมือดี แต่ก็ยังทำกับข้าวอร่อยสู้นางจันทน์ไม่ได้ วันหนึ่ง นางเม้าท์ก็แอบดูนางจันทน์ทำกับข้าว เห็นนางจันทน์ใส่เกลือลงไปในกับข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม ต้มยำ น้ำพริก ผัดผัก และอื่นๆ วันต่อมา นางเม้าท์จึงอาสาแสดงฝีมือทำกับข้าวให้ท่านเศรษฐีบ้าง ซึ่งเศรษฐีก็สนองน้ำใจเธอเป็นอย่างดี

นางเม้าท์เข้าครัว ทำกับข้าวอย่างสุดฝีมือ โดยขโมยเกลือของนางจันทน์มาใส่ในกับข้าวทุกชนิด แต่เนื่องจากต้องการให้อร่อย ชนะใจท่านเศรษฐี นางเม้าท์จึงใส่เกลือไปหลายช้อน อาหารจึงออกมาแบบสุนัขไม่รับประทาน ท่านเศรษฐีโกรธมาก จึงไล่นางเม้าท์ออก และยกนางจันทน์ขึ้นมาเป็นภรรยาเคียงข้าง…นางจันทน์นั้น นอกจากจะทำกับข้าวเก่งแล้ว ยังค้าขายเก่งด้วย เธอนำเกลือที่มีอยู่ไปขายตามเมืองท่าต่างๆ รวมทั้งทำกับข้าวและขนมมากมายออกขาย ทั้งคู่จึงเจริญขึ้นทั้งชื่อเสียงและเงินทอง

แล้วจะเล่าทำไมเนี่ย ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเราเลย…ถ้าอย่างนั้น ตามฉันมาละกัน!

เนื่องจากบ้านของฉันอยู่เขตจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรก็เป็นมหาชัย และคราใดที่แวะเวียนไปคริสตจักรลูกอัมพวาก็จะได้เห็นนาเกลือเป็นอาณาบริเวณกว้าง เกลือเม็ดขาวกองเรียงรายราวผืนพรมอยู่ในนาสีโคลน ตัดกับฟากฟ้าสีคราม ยามใดที่ได้มองก็มีความสุขภายใน แต่ขณะเดียวกันก็ประหนึ่งว่ามองเห็นเหงื่อเม็ดโป้งของชาวนา และขอบคุณชาวนาเกลือที่ทำให้เรามีเกลือกิน เกลือเป็นสิ่งสามัญประจำบ้านที่ใครก็รู้จัก เพราะมีคุณประโยชน์อนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์นะคะหากใช้ปริมาณมากไป เช่น หากกินเกลือเป็นชามๆ ก็อาจต้องไปนอนอยู่ไอซียูที่รักของพยาบาลแอ๊ดเป็นแน่

ขณะเดียวกันฉันก็นึกถึงคำว่า “เราเป็นเกลือของโลก” ซึ่งเล็งว่าเกลือมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งในพระคัมภีร์

พระคัมภีร์กล่าวถึงเกลือไว้ในหลายมุม แสดงถึงความถาวร ความจงรักภักดี ความทนทาน ความสัตย์ซื่อ ประโยชน์ คุณค่า และการทำให้บริสุทธิ์ ทั้งยังมีการใช้เกลือในพิธีถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าอยู่เสมอ

เกลือซึ่งเป็นสิ่งสามัญประจำบ้านนี้ จึงมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในโลก และมีคุณค่าสอดคล้องกับแผ่นดินสวรรค์ด้วย
1.ใช้เกลือปรุงอาหารและถนอมอาหาร ปรุงวาจาและถนอมวาจาให้งดงาม
หลายบ้านใช้เกลือหมักปลาร้า ทำอาหารตากแห้ง ดองอาหาร และอีกหลายประการ [โยบ 6:6 จะรับประทานสิ่งที่จืดโดยไม่ใส่เกลือได้หรือ หรือมะเขือมอญมีรสอะไรบ้าง] มิเพียงเท่านั้นเกลือยังให้ภาพของการปรุงวาจาและถนอมวาจาให้งดงามอีกด้วย เราในฐานะคริสเตียนจึงเป็นเกลือที่ช่วยปรุงความดีงามให้กับโลก [คส.4:6 จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน]

2.ใช้เกลือทำความสะอาดบาดแผล ทำความสะอาดทั่วไป รักษาโรค ปรับปรุงให้ดี
เกลือใช้ทำความสะอาดได้ดี ทั้งร่างกายภายในภายนอก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้และบ้านเรือนของเราก็มีเกลือเป็นกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการดูแลรักษา ในพระคัมภีร์ให้ภาพประโยชน์จากเกลือตั้งแต่มนุษย์เกิดเลยทีเดียว [อสค.16:4 พูดถึงกำเนิดของเจ้า ในวันที่เจ้าเกิดมานั้นเขามิได้ตัดสายสะดือ และเขาก็มิได้ล้างชำระเจ้า มิได้เอาเกลือถู มิได้เอาผ้าพันเจ้าไว้]

ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้ายังทรงอนุญาตให้ใช้เกลือกระทำน้ำให้ดี [2พกษ.2:21 แล้วท่านก็ไปที่น้ำพุ โยนเกลือลงในนั้นและกล่าวว่า "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราได้กระทำน้ำนี้ให้ดีแล้ว ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีความตายหรือการแท้งลูกมาจากน้ำนี้อีก"] เช่นเดียวกับที่เราต้องเป็นเหมือนเกลือที่สร้างใจสะอาดภายในเรา เป็นศัตรูกับความบาปที่เน่าเฟะ และเราเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยจรรโลงสังคมที่ดีงาม

3.เกลือใช้เป็นปุ๋ยเพิ่มความร้อนให้กับต้นไม้
[ลก 14:34-35 "เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าแม้เกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้ จะหมักไว้กับกองมูลสัตว์ทำปุ๋ยก็ไม่ได้ แต่เขาก็ทิ้งเสียเท่านั้น ใครมีหู จงฟังเถิด”] (มธ.5:13,มก.9:50) คริสเตียนต้องเป็นเกลือที่มีรสเค็มเสมอ เหมือนปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินแล้วทำให้ต้นไม้เจริญงอกงาม เราก็เปรียบดังปุ๋ยนั้นที่ไม่ว่าจะไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ก็เป็นพรนำความเจริญงดงามไปสู่ที่นั่น เพราะมีชีวิตที่เกิดผลแห่งพระวิญญาณทั้ง 9 ประการ

4.เกลือใช้ระลึกถึงพันธสัญญา
พันธสัญญาเกลือ เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับชาวอิสราเอลที่ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต สมัยนั้น อิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาให้กับปุโรหิต และปุโรหิตได้รับอนุญาตให้นำเครื่องบูชาเหล่านั้นไปรับประทานได้ แต่ปุโรหิตจะไม่ได้รับทศางค์จากอิสราเอล เพราะคนที่จะได้รับทศางค์จะเป็นพวกเลวี

อิสราเอลจะถวายเครื่องบูชา โดยใช้เกลือเป็นเครื่องชำระ ดังนั้น เกลือจึงเป็นความหมายว่า "ชำระ" นั่นคือ ชำระเครื่องบูชา ชำระชีวิตของเราให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด [เลวีนิติ 2:13 "เจ้าจงปรุงบรรดาธัญญบูชาด้วยใส่เกลือ เจ้าอย่าให้เกลือแห่งพันธสัญญากับพระเจ้าของเจ้า ขาดเสียจากธัญญบูชาของเจ้า เจ้าจงถวายเกลือพร้อมกับบรรดาเครื่องบูชาของเจ้า"] มีพระคัมภีร์อีกหลายตอนที่กล่าวถึงเกลือแห่งพันธสัญญานี้ เช่น อสค.43:24, อพย.30:35, กดว.18:19 เป็นต้น

ในสมัยโบราณ เกลือเป็นเครื่องหมายของมิตรภาพระหว่างสองฝ่าย เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความจงรักภักดีและการปกป้อง คือ สัญญาที่บ่งบอกถึงความจงรักภักดี สัตย์ซื่อมั่นคง และเป็นสัญญาที่ถาวรยืนนาน คนในตะวันออกกลางใช้คำว่า “มีเกลืออยู่ระหว่างเรา” ดังนั้น ในสมัยพระคัมภีร์ พันธสัญญาเกลือก็คือทั้งสองฝ่ายจะรักษาคำมั่นสัญญาด้วยชีวิตของเรา เช่นเดียวกับที่เราเองเทใจรับการชำระให้สะอาดโดยพระคุณ และให้คำมั่นสัญญากับพระเจ้าว่าเราจะจงรักภักดี สัตย์ซื่อมั่นคงกับกับพระองค์ เป็นเกลือของแผ่นดินโลกตามน้ำพระทัยของพระองค์ ตราบทั้งชีวิตของเรา

จริงๆ แล้ว เรื่องพันธสัญญาเกลือนี้ยังมีความลึกซึ้งจับใจอีกหลากหลายมิติ ซึ่งท่านสามารถสอบถามได้จากกูรูผู้รู้และศิษยาภิบาลของท่านนะคะ…พระเจ้าอวยพรคะ!

อ้างอิง: บทเรียนเรื่องเกลือ โดย พรสวรรค์ จิตต์แจ้ง คจ.ตรัง, http://www.followhissteps.com/web_christianstories/Sermons/foryou2009_08_16.html

สอบตก

วันที่ 15/6/2011

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับใช้พระเจ้าร่วมกับทีมงานคริสตจักรลูกอัมพวา หลังจากนมัสการร่วมกันแล้ว เราแต่ละคนก็แยกย้ายกันรับใช้ในหน้าที่ต่างๆ พี่อ้อยกับพี่ปุ๊ยสอนภาษาอังกฤษ พี่วรรณกับพี่แอ๊ดเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม พี่ติ๊กกับพี่วีดูแลความเรียบร้อยทั่วไป พี่โอนำฉันกับพี่ปรีดาออกเยี่ยมเยียนผู้เชื่อ เดินอธิษฐาน และฉวยโอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐบริเวณตลาดน้ำอัมพวาด้วย

เมื่อถึงร้านค้าแห่งหนึ่ง ฉันต้องการซื้อลูกบอลเล็กลายแผนที่โลก ซึ่งผู้ทำมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบีบเล่นคลายกล้ามเนื้อมือ ลูกบอลมีหลากลาย หลากสีสรร และมีรูปทรงหัวใจด้วยนะ แต่ฉันสนใจลายรูปโลกอย่างเดียวเลย ฉันเคยซื้อมาครั้งหนึ่งแล้วกับหญิงสาววัยรุ่นอัธยาศัยดีคนหนึ่ง แต่คราวนี้สาวรุ่นผู้นั้นไม่อยู่ซะแล้ว กลับกลายเป็นชายสูงวัยหน้าตาหงุดหงิดมาขายแทน แน่นอนว่าเมื่อซื้อของก็ย่อมต้องอยากได้ของดีที่สุด แต่ลูกบอลที่พ่อค้านำมาขายนั้นเหมายกโหลมา จึงมีดีบ้างมีตำหนิบ้างเป็นธรรมดา บางลูกลายหายไปเกือบครึ่ง บางลูกมีรูพรุนใหญ่ เมื่อฉันขอเลือก ลุงจึงไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็อนุญาตอย่างเสียมิได้ ฉันเลือกอย่างใจจดใจจ่อ จนลุงบอกว่าหยิบๆ ไปเถอะ และลุงก็เอื้อมมือมาช่วยหยิบ แต่เจ้าลูกบอลกลมๆ กลับกลิ้งลงคลองซะนี่ แต่ฉันก็ไม่สนใจ ยังคงเลือกต่อไป ก็ฉันไม่ได้ทำมันตกนี่นา ลุงเริ่มหงุดหงิดมากขึ้น “หยิบๆ ไปเถอะ ไม่ต้องเลือกมาก นั่นไง เห็นไหม หล่นน้ำไปแล้วลูกนึง” ฉันก็ไม่สนใจ ยังคงเลือกต่อไป ในใจก็คิดว่า ‘ก็ฉันไม่ได้ทำตกนี่นา’

เมื่อเลือกได้ครบจำนวนที่ต้องการแล้วก็ชำระเงินตามระเบียบ แต่พี่โอซึ่งยืนรออยู่ใกล้ๆกลับรีบกระวีกระวาดในการนำลูกบอลมาคืนลุง แต่ลุงไม่มีที่ตัก พี่โอจึงไปยืมสวิงมือยาว เอ้ย! ด้ามยาวมาจากร้านค้าใกล้ๆ และตักลูกบอลขึ้นมาให้ลุง

เหตุการณ์ที่เล่าให้ฟังข้างต้นมันเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว จนฉันก็แทบไม่คิดอะไร จนกระทั่งขณะเดินรั้งท้ายพี่ชายทั้ง 2 คนไปนั้น พลันก็นึกถึงลุง และก็รู้สึกทันทีว่าตัวฉันมีความรักน้อยเหลือเกิน ฉันนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยได้ยินประจำคือ “ถ้าพระเยซูทรงพบเหตุการณ์เช่นเดียวกับเรา พระองค์จะทรงทำสิ่งใด” ประโยคนี้ได้มาจากหนังสือเรื่อง “What would Jesus do” ซึ่งถูกแปลเป็นไทยโดยศูนย์ทีรันนัสในชื่อ “ตามรอยพระบาท” หนังสือเล่มนี้พิมพ์มาตั้งแต่ปี 2004 หลายคนคงอ่านแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้อ่านเลย ซื้อมาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน รอคิวที่จะอ่านอยู่เหมือนกัน หลายคนยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ดีมาก

ฉันหวังใจว่าจะเดินกับพระเยซู ฉันปรารถนาที่จะเดินตามรอยพระบาทพระองค์ ถ้าพระเยซูทรงพบเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้เหมือนฉัน พระองค์คงไม่ทำแบบฉันเป็นแน่…ทำไมนะ กับลูกบอลเล็กๆ ลูกหนึ่ง ที่ถึงแม้ฉันจะไม่ได้ทำมันตกน้ำ ฉันก็ต้องแสดงความช่วยเหลือด้วยการเอามันขึ้นมาจากน้ำไม่ใช่หรือ หรือหากว่าสุดวิสัยไม่สามารถนำมันขึ้นมาได้ ฉันก็ต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการจ่ายค่าลูกบอลนั้นให้ลุงไม่ใช่หรือ และปฏิกิริยาในใจที่ฉันตอบโต้กับลุง ก็ควรจะอ่อนสุภาพแบบเดียวกับพระเยซูไม่ใช่หรือ

วันนั้น ฉันจึงสอบตกเรื่องความรัก!

ถึงอย่างไรก็จะทำ

วันที่ 16/4/2011

เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่นทำให้คนทั่วโลกได้ทึ่งกับคุณภาพประชากรของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งฉันจะไม่กล่าวซ้ำอีกในที่นี้ แต่สิ่งที่ประทับใจอีกประการและอดจะแบ่งปันไม่ได้คือ การที่คนงานจำนวนหนึ่งต้องกลับไปทำงานในเขตกัมมันตภาพรังสีต่อไปอีกเป็นแรมปี และสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำ คือ การนำเซลล์เม็ดเลือดไปฝากไว้ที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะเข้าไปทำงาน เพื่อว่าเมื่อเขาต้องเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวขึ้นมาละก็ เซลล์เม็ดเลือดที่ฝากไว้ก็จะนำมารักษาตัวเองได้!

ทึ่งไหมละคะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอันตรายมาก ก็ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปทำงาน ด้วยตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อสังคม

อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอาจารย์เปาโล ซึ่งแม้รู้ว่ามีความทุกข์และอันตรายรออยู่ข้างหน้า ท่านก็ยินดีที่จะเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐกับชาวต่างชาติ

ท่านอิสยาห์ ยังคงประกาศ เพราะพระเจ้าบอกให้ประกาศ แม้ว่าประชาชนฟังแล้วฟังเล่าแต่ไม่เข้าใจก็ตาม

ท่านเยเรมีย์ ทำเรื่องประหลาดหลายอย่างด้วยความเต็มใจ เพราะพระเจ้ารับสั่ง…ถ้าพระเจ้าสั่งให้ฉันทำเรื่องประหลาด ฉันคงเป็นคนหนึ่งแหละที่อาจจะบอกว่า “ขอคิดดูก่อนนะคะพระเจ้า” แหะ แหะ ขอพระเจ้าช่วยให้ฉันกลับใจด้วย

ท่านอิสยาห์ ท่านเยเรมีย์ ท่านเอเสเคียล ผู้เผยพระวจนะที่ได้รับการตอบสนองเชิงบวกน้อยมาก ความสำเร็จของพวกเขาไม่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนตอบสนองดีหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังพระเจ้า และการทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ
พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเชื่อฟัง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด แม้เราจะไม่ชอบในสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งให้เราทำ อย่าให้ความรู้สึกขัดขวางการเชื่อฟังของเรา

อย่าได้ลืมการทรงเรียกอันสูงส่งของพระเจ้า ด้วยการดำเนินชีวิตมิให้ตกต่ำในความบาป ต้องประกาศและสร้างสาวก ต้องดูแลลูกแกะ เพราะเราเป็นผู้นำ พระเจ้ามอบหมายให้นำผู้อื่น แม้ต้องเสียสละความสุข ความสนุก เวลา และเงินส่วนตัว เราต้องรับผิดชอบผู้ที่ตามมา คนทั่วไปแสวงหาความสุข แต่ผู้รับใช้พระเจ้าต้องสละความสุขบนโลกนี้ เพื่อรับความสุขนิรันดร์ในแดนเบื้องบน (ขออภัยคะ จำแหล่งที่มาไม่ได้)

เชี่ยวชาญในการดี…มีปัญญา

วันที่ 29/10/2010

ฉันเป็นคนที่ด้อยความสามารถทางด้านทักษะอันควรหลายด้านด้วยกัน อาทิ ด้านคณิตศาสตร์/สถิติ/บัญชี ด้านวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ด้านดนตรี ด้านกีฬา และด้านเครื่องยนต์กลไก ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าฉันมีความเก่งในด้านอื่นๆ ที่เหลือนะคะ เพียงแต่ว่าทักษะข้างต้นที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่ยากสำหรับฉันจริงๆ ฝึกอย่างไร เข็นอย่างไร ก็ไม่ได้สักที อันคำคมที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น” จึงใช้ไม่ค่อยได้ผลสำหรับฉัน

ผู้ที่มีความสามารถรอบด้าน หยิบจับอะไรก็เกิดผลทุกสิ่ง อาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็นนัก แต่ในเมื่อฝึกแล้วฝนแล้วไม่ได้ ฉันก็จำเป็นต้องหยุด เพราะฝึกฝนไปก็กลายเป็นความทุกข์ใจ ไร้สันติสุข ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ของประทานของฉัน ถ้าฉันเก่งไปซะทุกอย่าง ฉันคงหล่นลงในความบาปแห่งความเย่อหยิ่ง สิ่งที่พระเจ้าไม่ได้ให้นั้น ฝึกอย่างไรทำไม่ได้ แต่สิ่งใดที่พระเจ้าทรงประทานให้ ฝึกเพียงเล็กน้อย หรือในบางกรณีไม่ต้องฝึกเลย ก็สามารถทำได้ ทำเป็นอย่างอัตโนมัติ (เป็นประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ บางคนอาจแตกต่างออกไป) แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันขอพระเจ้าเสมอ และไม่ยอมย่อท้อในการฝึกฝนอย่างเด็ดขาด! เพราะสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็คือการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในการดีทั้งปวง [รม.16:19 การซึ่งท่านทั้งหลายได้เชื่อฟังก็เลื่องลือไปถึงหูคนทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และให้เป็นคนทึ่มในการชั่ว]

การดีทั้งปวงย่อมเริ่มมาจากใจที่บริสุทธิ์ ดีงาม มีปัญญา [สภษ.4:23 จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้านเพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ]

กษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่ง ร่ำรวย รูปหล่อ และเฉลียวฉลาดที่สุดในโลก ได้ทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า และให้คุณค่าของปัญญาอย่างมากมาย ดังปรากฎหลายครั้งในพระธรรมสุภาษิต [สภษ.4:7-8 ที่เริ่มต้นของปัญญาเป็นอย่างนี้คือ จงเอาปัญญา แม้เจ้าจะได้อะไรก็ตาม จงเอาความรอบรู้ไว้ จงตีราคาปัญญาให้สูง และปัญญาจะยกย่องเจ้า ถ้าเจ้ากอดปัญญาไว้ ปัญญาจะให้เกียรติเจ้า]

พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราทั้งหลายดำเนินชีวิตอย่างผู้เชี่ยวชาญในการดี แสวงหาปัญญาและความเข้าใจแห่งพระองค์ ดังนั้น หากผู้ใดขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ฉะนั้นแล้ว ฉันจึงไม่รีรอที่จะทูลขอจากพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำอีก [ยก.1:5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญาก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ]

อันปัญญา มากมาย ในโลกา
ก็ไร้ค่า หากเทียบกับ ปัญญาพระเจ้า
อันความรู้ มากมาย ในหมู่เรา
เป็นเพียงเงา ที่เลือนลาง ต่างจากพระองค์
จึงทูลขอ ปัญญา จากพระเจ้า
มุ่งหมายเอา พระปัญญา ดังประสงค์
จะอย่างไร ก็ไม่ท้อ จะมั่นคง
ถวายองค์ ราชัน ด้วยปัญญา

[สดด.111:10 ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของสติปัญญา บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามก็ได้ความเข้าใจดี การสรรเสริญพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์]

ฟังใจ

วันที่ 7/5/2010

การผจญภัยล่าสุดในดินแดนพันธสัญญาเดิมนั้น ฉันได้เดินทางมาพบกับโยบ ชายผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ในแต่ละครั้งที่เดินทางมาพบโยบ หรือในแต่ละครั้งที่ได้ยินเรื่องราวของโยบ ก็จะมีบทเรียนใหม่มาให้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน

โยบถูกทดลองอย่างหนักในชีวิต ครั้งแรกซาตานจู่โจมภายนอก คือสูญเสียทรัพย์สมบัติ บริวาร และลูกอันเป็นที่รัก ครั้งที่สองโยบถูกจู่โจมด้วยโรคร้ายรุมเร้า โยบสูญสิ้นแล้วทุกสิ่ง แต่โยบยังสรรเสริญเสมอ เพราะอย่างไรเสีย ก็ยังมีชีวิตอยู่

ในสถานการณ์เช่นนี้ บุคคลใกล้ชิดควรอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจ แต่กลับกลายเป็นว่าภรรยายุให้โยบแช่งด่าพระเจ้า เพื่อน 3 คน ที่เดินทางไกลมาก็มิได้ปลอบประโลม แต่กลับประณามว่าเขามีความบาป อย่างไรก็ตาม โยบยืนยันว่าเขาบริสุทธิ์

ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความบาปเสมอไป เรามิอาจรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพระเจ้าและซาตาน แต่ตราบใดที่เรายังวางใจพระเจ้า ความทุกข์ยากก็ไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระองค์ได้

ฉันรู้สึกขอบคุณพี่น้องจำนวนมากที่หนุนจิตชูใจฉันด้วยความรัก มีความหวังใจ และเชื่อในส่วนดีของฉันเสมอ หลายครั้งที่ฉันตกอยู่ในช่วงเวลาของความทุกข์ยากบางประการ ก็มีพี่น้องที่แสดงความเห็นใจ ปลอบโยน และอธิษฐานเผื่อ โดยไม่ต้องมาเซ้าซี้ถามว่าไปทำผิดบาปอะไรมา…แม้บางครั้งการกระทำก็อาจจะผิดพลาด หรือขัดหูขัดตามบ้าง แต่พี่น้องก็เชื่อว่าพระเจ้าจะทำให้ฉันดีขึ้นได้ พี่น้องยังพร้อมที่จะรับฟังปัญหาที่น่าเบื่อหน่ายจากฉันด้วย พี่น้องเชื่อในพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับฉัน พี่น้องจึงปลอบใจฉัน ฟังที่หัวใจของฉัน ฟังเหมือนที่พระเยซูทรงฟังฉัน

ขอบพระคุณพระเจ้า! ขอบคุณพี่น้องทุกคนเหลือเกิน

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไฮเทคดีไหม

วันที่ 4/9/2010

วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:17:49 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์; ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ประจำวันที่ 3/9/2010 ระบุว่า ผลวิจัยวัยรุ่นไทยกวาดแชมป์ใช้มือถือสูงสุดในเอเชีย จ้อตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตก แถมวัยรุ่นไทยมีเพื่อนในเครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับหนึ่ง สถิติการมีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของเด็กไทยยังสูงที่สุดในเอเชียอีกด้วย ร้อยละ 23 ของวัยรุ่นไทยบอกอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมือถือ

หากกล่าวถึงผู้ใช้ระบบออนไลน์โดยรวมในทุกเพศทุกวัย พบว่า ชาวเอเชียมีแนวโน้มการท่องเว็บเพื่อส่งอินสแตนซ์เมสเซจ ฟังเพลง ดูคลิปวีดีโอและเล่นเกมออนไลน์เป็นหลัก ขณะที่ผู้ใช้ในแดนแซมบ้าและแดนหมีขาวกลับใช้เพื่อค้นหาข้อมูลและรับ-ส่งอีเมลมากกว่า ซึ่งเป็นเป็นแบบแผนเดียวกับผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้ว ผลการสำรวจชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจของการใช้อินเตอร์เน็ตของชาวเอเชียคือ ความบันเทิง ส่วนแรงผลักดันในตลาดโตเต็มที่แล้ว คือ ธุระการงาน

ภาพผู้โดยสารบนรถโดยสารสาธารณะทั้ง รถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน หรือแม้แต่รถตู้ รถเมล์ ที่เสียบหูฟังเครื่องเล่นเพลงพร้อมกดโทรศัพท์มือถืออัพเดตข้อมูลข่าวสาร เล่นเกมส์ เล่น facebook, Twitter หรือบางครั้งก็ดูทีวีชมละครออนไลน์ ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตเมืองกรุงที่เร่งรีบ

นิวยอร์ก ไทมส์รายงานว่า สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับชีวิตอเมริกันชน ไม่ว่าจะใช้เพื่อติดต่อธุรกิจหรือเพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายก็ตาม เทคโนโลยีอาจช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น และสร้างความบันเทิงให้มนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนถึงผลข้างเคียงที่อาจคาดไม่ถึง โดยชี้ว่า เมื่อผู้คนทำให้สมองมีงานยุ่งอยู่ตลอดด้วยสัญญาณดิจิทัล เขากำลังสูญเสียเวลาพักผ่อนที่สำคัญต่อการเรียนรู้และจดจำข้อมูลหรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ
ดังนั้น เราหลบเลี่ยงจากอุปกรณ์ไฮเทค มานิ่งสงบอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้ากันดีกว่า!

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก พบว่า เมื่อหนูทดลองพบประสบการณ์ใหม่ ๆ อาทิ สำรวจพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย สมองของพวกมันจะทำงานในรูปแบบที่ต่างออกไป แต่คลื่นสมองจะเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ ดังกล่าวเป็นความทรงจำแบบถาวรก็ต่อเมื่อหนูพวกนั้นหยุดพักจากการสำรวจแล้วเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้และจดจำของคนก็มีขั้นตอนไม่ต่างกัน

ลอเรน แฟรงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาประจำสถานศึกษาดังกล่าวระบุว่า "เวลาพักผ่อนคือช่วงที่สมองใช้ทบทวนสิ่งที่มันได้พบเจอมาและเปลี่ยนให้เป็นความทรงจำแบบถาวร ถ้าเรากระตุ้นให้สมองต้องทำงานตลอดเวลากระบวนการเรียนรู้เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้น"

งานวิจัยอีกชิ้นจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนก็สอดคล้องกัน โดยพบว่า คนเราจะเรียนรู้หลังจากใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติได้ดีกว่าหลังจากอยู่ในสภาพแวดล้อมอึกทึกครึกโครม การศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการรับข้อมูลข่าวสารเข้าไปมาก ๆ ทำให้สมองอ่อนเพลียได้

โดยมาร์ค เบอร์แมน นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวว่า "ผู้คนที่อาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องฆ่าเวลา เข้าใจว่าตัวเองกำลังผ่อนคลายสมอง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังเร่งให้สมองเหนื่อยล้าขึ้นต่างหาก"

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ก็ต้องคิดทวนกันดีๆ อีกครั้งว่า
-จะเปิด BB-Bible หรือจะเล่น BB-blackberry
-จะเปิด Faith Book หรือจะเล่น facebook
-จะพักผ่อนอย่าง “สำราญใจ” หรือจะเลือกสิ่ง “รำคาญใจ”

ขอบคุณพระเจ้า ผู้เชื่อจำนวนมากมีจุดยืน เลือกในสิ่งที่ชอบพระทัยพระเจ้า ใช้อุปกรณ์ไฮเทคอย่างเกิดประโยชน์ แต่เด็กๆ และอนุชนรุ่นใหม่นี่สิ น่าเป็นห่วงยิ่งนัก!

หวังใจ

วันที่ 26/1/2010

“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์” (1 ปต.1:3)

ฉันเคยผิดหวังเสียใจและนึกตำหนิกับบรรดาผู้นำคริสตจักร ผู้สอนพระคัมภีร์ ตลอดจนผู้รับใช้พระเจ้าจำนวนมาก ทั้งๆ ที่บางคนนั้น ฉันก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ได้ยินและรับทราบเรื่องราวความผิดพลาดของพวกเขาเท่านั้น

ตรงกันข้าม ฉันไม่เคยผิดหวังหรือนึกตำหนิในการกระทำเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน หากเกิดขึ้นในคนทั่วไป ทำให้ต้องกลับมาถามตัวเองว่า เป็นเพราะเหตุใดกันแน่…และก็ได้คำตอบว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเกี่ยวข้องกับการคาดหวัง เมื่อเราคาดหวังกับผู้คนหรือสถานการณ์ใดแล้ว แต่ผู้คนหรือสถานการณ์นั้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังหรือคิดไว้ จึงนำมาซึ่งความผิดหวัง…เมื่อคาดหวังมาก ก็ผิดหวังมาก เมื่อคาดหวังน้อย ก็ผิดหวังน้อย เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ต้องผิดหวัง

ความผิดหวังนำมาซึ่งความเสียใจ เมื่อเสียใจมาก ดวงใจก็แตกสลาย ไม่มีสันติสุขทั้งภายนอกและภายใน [สภษ.15:13 ใจที่ยินดีกระทำให้ใบหน้าร่าเริง แต่โดยความเสียใจดวงจิตก็สลายลง] ฉันไม่ชอบอยู่กับความเสียใจ ฉันจึงพยายามอย่างมากที่ผ่านพ้นช่วงเลวร้ายนั้นไปให้ได้ บ่อยครั้งที่ฉันร้องไห้ออกมา และฉันก็บ่นด้วย (การบ่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนะคะ โปรดอย่าเลียนแบบ) พระเจ้าไม่ชอบคนบ่น เพราะนั่นหมายถึงการไม่วางใจ แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้เราระบายความในใจต่อพระองค์ [สดด.62:8 ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์ตลอดเวลา จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา]

อย่างไรก็ดี ความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็มีประโยชน์ กระทำให้เกิดความกระตือรือร้น ขวนขวายที่จะแก้ตัวใหม่ [2คร.7:10 เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย]

แน่นอนว่ามีหลายวิธีในการรับมือกับความเสียใจ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและสถานการณ์ เพียงแต่ฉันขอแบ่งปันวิธีการรับมือกับความเสียใจในผู้คนและสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปดังที่คาดหมายไว้ ดังนี้

1.สารภาพบาปต่อพระองค์ ที่มีใจนึกตำหนิ และคิดล้ำหน้าพระเจ้า ขอการยกโทษและชำระใจจากพระองค์ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปตำหนิผู้อื่น หรือคาดหวังจนเกินความจำเป็น [สดด.51:10 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์และฟื้นน้ำใจที่หนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์]
2.อธิษฐานอวยพรผู้คนและสถานการณ์ที่ทำให้เราเสียใจ
3.เปลี่ยนจากคาดหวังเป็นหวังใจ [รม.5:5 และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว]
4.มีความอดทนเพื่อให้เกิดความหวังใจ [รม.5:4 และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ]
5.หวังใจในพระเจ้า มิใช่คาดหวังในมนุษย์ [สดด.33:22 ข้าแต่พระเจ้า ขอความรักมั่นคงของพระองค์ จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์] พระเจ้าไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ในขณะที่มนุษย์อาจทำให้เราผิดหวังได้
6.รอคอยพระเจ้า [พคค.3:26 เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอย ความรอดจากพระเจ้า] ปลูกความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงไม่ประจักษ์แก่ตา [รม.8:24-25 เหตุว่าเราทั้งหลายรอดแม้เป็นเพียงความหวังใจ แต่ความหวังใจในสิ่งที่เราเห็นได้ หาเป็นความหวังใจไม่ ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น แต่ถ้าเราทั้งหลายคอยหวังใจในสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็น เราจึงมีความเพียรคอยสิ่งนั้น]
7.ทำงานอย่างเต็มกำลัง ท้อได้แต่ไม่ถอย [1ทธ.4:10 เหตุที่เราตรากตรำทำงานและทนสู้ ก็เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง โดยเฉพาะของผู้ที่เชื่อในพระองค์]

“พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า” (ยรม.29:11)